วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

Creolization

จากกระแสแห่งโลกาภิวัตน์ที่แพร่กระจายไปทั่วทั้งโลก ก่อให้เกิดยุคที่การสื่อสารไร้พรมแดน

เกิดการหลั่งไหลของวัฒนธรรมจากประเทศหนึ่งไปสู่อีกประเทศหนึ่ง

ในสมัยก่อน ทั่วโลกได้แข่งขันกันด้วยสงครามทางอาวุธ แล้วจึงพัฒนาเป็นการแข่งขันด้วยสงครามเศรษฐกิจ

จนถึงปัจจุบัน โลกได้แข่งขันกันครอบงำประเทศอื่นๆ ด้วยสงครามทางวัฒนธรรม (Cultural War)

หรือกระบวนการที่เรียกว่า “Creolization” มีความหมายว่า การพยายามยัดเยียดวัฒนธรรมของตนให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมของชาตินั้นๆ

ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ ประเทศมหาอำนาจหลายประเทศใช้เป็นกลยุทธ์เพื่อส่งออกวัฒนธรรมของตนไปยังชาติอื่นๆ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่กำลังพัฒนา เพราะประชาชนในประเทศเหล่านี้ชอบที่จะเปิดรับความศิวิไลซ์

ทำให้ถูกครอบงำได้โดยง่ายผ่านตัวสินค้าและบริการ

ประเทศที่เป็นผู้นำด้านนโยบายการส่งออกทางวัฒนธรรมอย่างชัดเจน ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ที่ได้เปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิตของคนทั้งโลก

ให้เป็นไปตามตนเอง เพื่อการยอมรับของคนทั้งโลก โดยการส่งสินค้าของตนเองเข้าไปตีตลาดในประเทศต่างๆ

ใช้สื่อต่างๆ ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ ภาพยนตร์ ฯลฯ เป็นสื่อในการที่จะค่อยๆกลืนกินขาติอื่นด้วยวัฒนธรรมของตน

การทานอาหารเช้าด้วยกาแฟ ไข่ดาว แฮม ไส้หรอก หรือที่เรียกว่า breakfast หรือการดื่มน้ำอัดลม

การใช้สินค้าเครื่องประดับที่มีราคาแพง อย่างเช่น กระเป๋า เสื้อผ้า รองเท้าที่เป็นแฟชั่นต่างๆ

รถยนต์ หรืออีกมากมาย ซึ่งประเทศสหรัฐอเมริกาประสบความสำเร็จอย่างมากในการใช้แนวทางนี้ในการก้าวขึ้นประเทศมหาอำนาจของโลก

อีกประเทศหนึ่ง ที่ใช้กระบวนการ Creolization ในการแข่งขันก็คือ ประเทศญี่ปุ่น โดยในปัจจุบัน ที่เห็นได้ชัดเลยคือ "เกาหลีใต้"

เกาหลีใช้กลยุทธ์สื่อสารวัฒนธรรมของตัวเองผ่านอุตสาหกรรมบันเทิงหลายแขนง ได้แก่ ละคร เพลง ภาพยนตร์ เกมออนไลน์ วรรณกรรม

การ์ตูน แอนิเมชั่น ฯลฯ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อประเทศ เพื่อหวังให้สิ่งเหล่านี้สามารถส่งผลพลอยได้ไปยังธุรกิจอื่นๆ

เช่น อุตสาหกรรมท่องเที่ยว อาหารเกาหลี แฟชั่นการแต่งตัว เครื่องสำอางค์ อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ

การที่เกาหลีสำเร็จได้นั้น เกิดจากการวางแผนกลยุทธ์มาเป้นอย่างดีเพื่อสร้างคุณค่าให้กับ “การส่งออกทางวัฒนธรรมของเกาหลี”


ปัจจัยแห่งความสำเร็จของ "เกาหลีฟีเวอร์" มี 3 ประการ ดังนี้

1.ลักษณะพื้นฐานของประชากรของเกาหลี

คนเกาหลีมีลักษณะเป็นชาตินิยมสูง มีความภูมิใจในวัฒนธรรมของตนเอง

อีกทั้งยังไม่บูชาคนต่างชาติโดยเฉพาะชาติตะวันตก

นอกจากนี้ ระบบการศึกษาของเกาหลียังช่วยสร้างบุคลิกให้เป็นคนขยัน

ทำงานหนัก และมีความทะเยอทะยาน

ชาวเกาหลีคิดว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเก่งเหนือคนตะวันตก ทำให้เกาหลีเริ่มพัฒนาตนเองให้ไปสู้กับต่างชาติได้

ภาพลักษณ์แห่งการเป็นชาตินิยมของคนเกาหลี เป็นแรงผลักดันที่ช่วยเสริมให้ภาพลักษณ์โดยรวมของกระแสแห่งเกาหลีเข้มข้นขึ้น

2.การสนับสนุนของรัฐบาล

ซึ่งเป็นแรงผลักดันที่มีความสำคัญอย่างมาก และสำคัญที่สุด เกาหลีมีรัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์

คิดกลยุทธ์การสร้างแบรนด์หรือสื่อสารวัฒนธรรมเกาหลีออกสู่ชาวโลก

ด้วยอุบายที่แยบยล ด้วยการที่อาศัยอุตสาหกรรมบันเทิงต่างๆ เป็นสื่อเผยแพร่ เพราะสื่อบันเทิงสามารถเข้าถึงผู้รับสารได้โดยง่าย

ผู้รับสารจะรู้สึกผ่อนคลายและเต็มใจที่จะเปิดรับ สามารถชื่นชอบและพอใจที่จะทำความคุ้นเคย กับเนื้อหาต่างๆของสื่อบันเทิง

จึงได้วางนโยบายระดับชาติ ถึงขนาดจัดตั้งองค์กร KOCCA (Korea Cultural Content Agency) เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมบันเทิงเหล่านี้

ในแง่ของการทำตลาดนอกประเทศ อีกทั้ง KOCCA ยังส่งเสริมศิลปะบันเทิงยุคใหม่ๆ โดยมองว่าศิลปวัฒนธรรมใหม่ก็สามารถสร้างคุณค่าได้เช่นกัน

หากได้รับการส่งเสริมที่ดี ดังจะเห็นได้จากการจัดเทศกาลต่างๆ เช่น เทศกาลหนังปูซานฟิล์ม ซึ่งถือว่าเป็นเทศกาลหนังที่ดีที่สุดในเอเชีย

นอกจากนี้ ทางรัฐบาลมีนโยบายที่จะลดหย่อนภาษีบางประการให้กับอุตสาหกรรมภาพยนตร์เพื่อส่งเสริมการผลิต

และจากผลกระทบของ “เกาหลีฟีเวอร์” ทำให้รัฐบาลเห็นโอกาสที่จะตามมามากมาย จึงได้ก่อตั้ง Cultural Industry Academy

เพื่อพัฒนาทักษะและความชำนาญในการส่งออกสินค้าทางวัฒนธรรม

3.ความเอาจริงเอาจังของภาคเอกชน

เมื่อรัฐบาลเสนอการสนับสนุนให้กับภาคเอกชน ภาคเอกชนก็ตั้งใจผลิตผลงานสื่อที่มีคุณภาพ ทั้งในด้านสาระเนื้อหาและเทคนิคการสร้าง

รวมทั้งยังใส่ใจในการวิจัยเพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างแท้จริง



แม้ว่าการส่งออกสินค้าทางวัฒนธรรมจะดูเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ แต่กลับสร้างผลกระทบในแง่ดี สามารถต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมอื่นๆได้อย่างลงตัว

และเป้าหมายสูงสุดของเกาหลีในการส่งออกวัฒนธรรมให้สำเร็จ คือเกาหลีไม่ได้ต้องการเพียงแค่

เปลี่ยนแปลงการรับรู้ของผู้คนในประเทศอื่นๆ (Knowledge Change)

หรือเพียงแค่เปลี่ยนทัศนคติให้ประเทศอื่นๆมองเกาหลีในภาพลักษณ์ที่ดีขึ้น (Attitude Change)

แต่ต้องการที่จะเปลี่ยนลึกลงไปถึงวิถีการดำเนินชีวิตของผู้คนในประเทศนั้นๆ (Behavior Change) ให้ใช้ชีวิตเฉกเช่นชาวเกาหลี

อีกนัยหนึ่งคือการบริโภคสินค้าและบริการต่างๆแบบชาวเกาหลีหรือแบรนด์จากประเทศเกาหลีนั่นเอง

ซึ่งอาจจะเป็นความฝันสูงสุดที่เกาหลีคิดอยากจะก้าวเป็นมหาอำนาจ

อย่างเช่นที่สหรัฐอเมริกาได้เคยแผ่ขยาย “Americanization” หรือ การครอบงำทางวัฒนธรรมที่อำนวยผลทางเศรษฐกิจไปทั่วโลกมาแล้ว






ทิ้งท้ายนิดหน่อย

คือว่าผมในฐานะคนหนึ่งที่หลงอยู่ในกระแสเกาหลีฟีเวอร์เหมือนกัน

เพียงแต่ว่า ผมไม่คิดว่า กระแสนี้จะมีความรุนแรงแต่อย่างใด

เพราะผม ก็ยังมีความภูมิใจในชาติไทยอยู่เหมือนกัน

ยังฟังเพลงไทย ชอบละครไทย ศิลปะไทย ฯลฯ

การที่เราจะนิยมกระแสต่างๆ แล้วกลัวที่จะเป็นการกลืนกินชาติจากต่างชาตินั้น

มันอยู่ที่ความเข้มแข็ง ความเป็นปึกแผ่นของคนในชาติ

และเป็นดุลยพินิจของแต่ละบุคคล

การที่จะทำอะไรหรือคลั่งอะไร ควรทำแต่พอดี อย่างน้อย ชาติไทยก็มีดีเหมือนกัน ^^



แหล่งอ้างอิง


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น