จากกระแสแห่งโลกาภิวัตน์ที่แพร่กระจายไปทั่วทั้งโลก ก่อให้เกิดยุคที่การสื่อสารไร้พรมแดน
เกิดการหลั่งไหลของวัฒนธรรมจากประเทศหนึ่งไปสู่อีกประเทศหนึ่ง
ในสมัยก่อน ทั่วโลกได้แข่งขันกันด้วยสงครามทางอาวุธ แล้วจึงพัฒนาเป็นการแข่งขันด้วยสงครามเศรษฐกิจ
จนถึงปัจจุบัน โลกได้แข่งขันกันครอบงำประเทศอื่นๆ ด้วยสงครามทางวัฒนธรรม (Cultural War)
หรือกระบวนการที่เรียกว่า “Creolization” มีความหมายว่า การพยายามยัดเยียดวัฒนธรรมของตนให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมของชาตินั้นๆ
ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ ประเทศมหาอำนาจหลายประเทศใช้เป็นกลยุทธ์เพื่อส่งออกวัฒนธรรมของตนไปยังชาติอื่นๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่กำลังพัฒนา เพราะประชาชนในประเทศเหล่านี้ชอบที่จะเปิดรับความศิวิไลซ์
ทำให้ถูกครอบงำได้โดยง่ายผ่านตัวสินค้าและบริการ
ประเทศที่เป็นผู้นำด้านนโยบายการส่งออกทางวัฒนธรรมอย่างชัดเจน ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ที่ได้เปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิตของคนทั้งโลก
ให้เป็นไปตามตนเอง เพื่อการยอมรับของคนทั้งโลก โดยการส่งสินค้าของตนเองเข้าไปตีตลาดในประเทศต่างๆ
ใช้สื่อต่างๆ ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ ภาพยนตร์ ฯลฯ เป็นสื่อในการที่จะค่อยๆกลืนกินขาติอื่นด้วยวัฒนธรรมของตน
การทานอาหารเช้าด้วยกาแฟ ไข่ดาว แฮม ไส้หรอก หรือที่เรียกว่า breakfast หรือการดื่มน้ำอัดลม
การใช้สินค้าเครื่องประดับที่มีราคาแพง อย่างเช่น กระเป๋า เสื้อผ้า รองเท้าที่เป็นแฟชั่นต่างๆ
รถยนต์ หรืออีกมากมาย ซึ่งประเทศสหรัฐอเมริกาประสบความสำเร็จอย่างมากในการใช้แนวทางนี้ในการก้าวขึ้นประเทศมหาอำนาจของโลก
อีกประเทศหนึ่ง ที่ใช้กระบวนการ Creolization ในการแข่งขันก็คือ ประเทศญี่ปุ่น โดยในปัจจุบัน ที่เห็นได้ชัดเลยคือ "เกาหลีใต้"
เกาหลีใช้กลยุทธ์สื่อสารวัฒนธรรมของตัวเองผ่านอุตสาหกรรมบันเทิงหลายแขนง ได้แก่ ละคร เพลง ภาพยนตร์ เกมออนไลน์ วรรณกรรม
การ์ตูน แอนิเมชั่น ฯลฯ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อประเทศ เพื่อหวังให้สิ่งเหล่านี้สามารถส่งผลพลอยได้ไปยังธุรกิจอื่นๆ
เช่น อุตสาหกรรมท่องเที่ยว อาหารเกาหลี แฟชั่นการแต่งตัว เครื่องสำอางค์ อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ
การที่เกาหลีสำเร็จได้นั้น เกิดจากการวางแผนกลยุทธ์มาเป้นอย่างดีเพื่อสร้างคุณค่าให้กับ “การส่งออกทางวัฒนธรรมของเกาหลี”
ปัจจัยแห่งความสำเร็จของ "เกาหลีฟีเวอร์" มี 3 ประการ ดังนี้
1.ลักษณะพื้นฐานของประชากรของเกาหลี
คนเกาหลีมีลักษณะเป็นชาตินิยมสูง มีความภูมิใจในวัฒนธรรมของตนเอง
อีกทั้งยังไม่บูชาคนต่างชาติโดยเฉพาะชาติตะวันตก
นอกจากนี้ ระบบการศึกษาของเกาหลียังช่วยสร้างบุคลิกให้เป็นคนขยัน
ทำงานหนัก และมีความทะเยอทะยาน
ชาวเกาหลีคิดว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเก่งเหนือคนตะวันตก ทำให้เกาหลีเริ่มพัฒนาตนเองให้ไปสู้กับต่างชาติได้
ภาพลักษณ์แห่งการเป็นชาตินิยมของคนเกาหลี เป็นแรงผลักดันที่ช่วยเสริมให้ภาพลักษณ์โดยรวมของกระแสแห่งเกาหลีเข้มข้นขึ้น
2.การสนับสนุนของรัฐบาล
ซึ่งเป็นแรงผลักดันที่มีความสำคัญอย่างมาก และสำคัญที่สุด เกาหลีมีรัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์
คิดกลยุทธ์การสร้างแบรนด์หรือสื่อสารวัฒนธรรมเกาหลีออกสู่ชาวโลก
ด้วยอุบายที่แยบยล ด้วยการที่อาศัยอุตสาหกรรมบันเทิงต่างๆ เป็นสื่อเผยแพร่ เพราะสื่อบันเทิงสามารถเข้าถึงผู้รับสารได้โดยง่าย
ผู้รับสารจะรู้สึกผ่อนคลายและเต็มใจที่จะเปิดรับ สามารถชื่นชอบและพอใจที่จะทำความคุ้นเคย กับเนื้อหาต่างๆของสื่อบันเทิง
จึงได้วางนโยบายระดับชาติ ถึงขนาดจัดตั้งองค์กร KOCCA (Korea Cultural Content Agency) เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมบันเทิงเหล่านี้
ในแง่ของการทำตลาดนอกประเทศ อีกทั้ง KOCCA ยังส่งเสริมศิลปะบันเทิงยุคใหม่ๆ โดยมองว่าศิลปวัฒนธรรมใหม่ก็สามารถสร้างคุณค่าได้เช่นกัน
หากได้รับการส่งเสริมที่ดี ดังจะเห็นได้จากการจัดเทศกาลต่างๆ เช่น เทศกาลหนังปูซานฟิล์ม ซึ่งถือว่าเป็นเทศกาลหนังที่ดีที่สุดในเอเชีย
นอกจากนี้ ทางรัฐบาลมีนโยบายที่จะลดหย่อนภาษีบางประการให้กับอุตสาหกรรมภาพยนตร์เพื่อส่งเสริมการผลิต
และจากผลกระทบของ “เกาหลีฟีเวอร์” ทำให้รัฐบาลเห็นโอกาสที่จะตามมามากมาย จึงได้ก่อตั้ง Cultural Industry Academy
เพื่อพัฒนาทักษะและความชำนาญในการส่งออกสินค้าทางวัฒนธรรม
3.ความเอาจริงเอาจังของภาคเอกชน
เมื่อรัฐบาลเสนอการสนับสนุนให้กับภาคเอกชน ภาคเอกชนก็ตั้งใจผลิตผลงานสื่อที่มีคุณภาพ ทั้งในด้านสาระเนื้อหาและเทคนิคการสร้าง
รวมทั้งยังใส่ใจในการวิจัยเพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างแท้จริง
แม้ว่าการส่งออกสินค้าทางวัฒนธรรมจะดูเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ แต่กลับสร้างผลกระทบในแง่ดี สามารถต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมอื่นๆได้อย่างลงตัว
และเป้าหมายสูงสุดของเกาหลีในการส่งออกวัฒนธรรมให้สำเร็จ คือเกาหลีไม่ได้ต้องการเพียงแค่
เปลี่ยนแปลงการรับรู้ของผู้คนในประเทศอื่นๆ (Knowledge Change)
หรือเพียงแค่เปลี่ยนทัศนคติให้ประเทศอื่นๆมองเกาหลีในภาพลักษณ์ที่ดีขึ้น (Attitude Change)
แต่ต้องการที่จะเปลี่ยนลึกลงไปถึงวิถีการดำเนินชีวิตของผู้คนในประเทศนั้นๆ (Behavior Change) ให้ใช้ชีวิตเฉกเช่นชาวเกาหลี
อีกนัยหนึ่งคือการบริโภคสินค้าและบริการต่างๆแบบชาวเกาหลีหรือแบรนด์จากประเทศเกาหลีนั่นเอง
ซึ่งอาจจะเป็นความฝันสูงสุดที่เกาหลีคิดอยากจะก้าวเป็นมหาอำนาจ
อย่างเช่นที่สหรัฐอเมริกาได้เคยแผ่ขยาย “Americanization” หรือ การครอบงำทางวัฒนธรรมที่อำนวยผลทางเศรษฐกิจไปทั่วโลกมาแล้ว
ทิ้งท้ายนิดหน่อย
คือว่าผมในฐานะคนหนึ่งที่หลงอยู่ในกระแสเกาหลีฟีเวอร์เหมือนกัน
เพียงแต่ว่า ผมไม่คิดว่า กระแสนี้จะมีความรุนแรงแต่อย่างใด
เพราะผม ก็ยังมีความภูมิใจในชาติไทยอยู่เหมือนกัน
ยังฟังเพลงไทย ชอบละครไทย ศิลปะไทย ฯลฯ
การที่เราจะนิยมกระแสต่างๆ แล้วกลัวที่จะเป็นการกลืนกินชาติจากต่างชาตินั้น
มันอยู่ที่ความเข้มแข็ง ความเป็นปึกแผ่นของคนในชาติ
และเป็นดุลยพินิจของแต่ละบุคคล
การที่จะทำอะไรหรือคลั่งอะไร ควรทำแต่พอดี อย่างน้อย ชาติไทยก็มีดีเหมือนกัน ^^
แหล่งอ้างอิง

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น