วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2552
ปฐมนิเทศน์ IBM
วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2552
Question n Answer

Q: ทำไมธุรกิจถึงต้องให้ความสนใจในโลกาภิวัตน์
A: ในปัจจุบัน ธุรกิจทุกประเภท ตลาดต่างๆของแต่ละประเทศ กำลังรวมตัวกันเป็นตลาดเดียว
คือตลาดโลก ซึ่งหมายความว่า ราคาสินค้า และบริการถูกกำหนดโดยตลาดโลก
ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการย่างเข้าสู่เศรษฐกิจแบบตลาดของ ประเทศจีน อินเดีย และยุโรปตะวันออก การปฏิวัติทางเทคโนโลยี
และการสื่อสาร ต้นทุนการคมนาคมขนส่งที่ลดลงต่ำเป็นอย่างมาก
กระบวนการโลกาภิวัฒน์ทำให้เกิดโอกาสการค้ามากขึ้น ซึ่งทำให้นักธุรกิจต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา
และต้องมีความสามารถในการบริหารจัดการมากขึ้น ซึ่งปัจจัยหลักที่ผู้ประกอบการต้องจับตามองในภาวะโลกาภิวัตน์
คือ อำนาจผู้ซื้อจะเพิ่มขึ้นกว่าในอดีตอย่างมโหฬาร เพราะผู้ซื้อมีความรู้มากขึ้นเข้าถึงข้อมูลของสินค้าได้ง่ายและมากขึ้น
ทำให้เกิดการแข่งขันสูงขึ้นด้วย พร้อมทั้งมีการบริหารจัดการที่ดีโดยเฉพาะอัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย
ต้องบริหารต้นทุนอย่างไรก็ได้ให้คุ้มที่สุด เพราะการแข่งขันในโลกโลกาภิวัฒน์นี้
ธุรกิจไม่เพียงแต่แข่งขันแค่กับบริษัทภายในประเทศเท่านั้น แต่ต้องแข่งขันกับบริษัทต่างประเทศด้วย
Q: ธุรกิจข้ามชาติ มีความสำคัญอย่างไร
A: ธุรกิจระหว่างประเทศซึ่งมีการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ การผลิตในต่างประเทศ
เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ มีบทบาทมากขึ้นในการเพิ่มมาตรฐานการครองชีพของประชาชนในประเทศ
ทั้งทางตรงและทางอ้อม ช่วยให้ประชาชนทั่วโลก สามารถบริโภคสินค้าต่างๆ ได้หลายชนิด
ทั้งที่ผลิตเอง และไม่สามารถผลิตได้เอง ทำให้รูปแบบการบริโภคทั่วโลกเป็นแบบไร้พรมแดนมากขึ้น
ดังนั้น ธุรกิจข้ามชาติจึงมีบทบาทสำคัญที่ทำให้การบริโภคและการลงทุนในแต่ละประเทศเพิ่มสูงขึ้น
Q: ประเทศไหน ที่มีการจัดอันดับว่า มีความเป็นโลกาภิวัตน์มากที่สุดในโลก
A: เมื่อมองโลกาภิวัตน์เฉพาะทางเศรษฐกิจ การวัดอาจทำได้หลายทางที่แตกต่างกัน โดยดูจากการรวมศูนย์การเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ
ที่อาจบ่งชี้ความเป็นโลกาภิวัตน์เห็นได้ 4 แนวดังนี้:
- สินค้าและบริการ เช่น ดูการส่งออกและนำเข้าสินค้าที่เป็นสัดส่วนกับรายได้ต่อหัวของประชาชาติ
- แรงงานและคน เช่น อัตราการย้ายถิ่นฐานเข้าและออกโดยชั่งน้ำหนักกับประชากร
- เงินทุน เช่นการไหลเข้าและไหลออกของเงินลงทุนทางตรงที่เป็นสัดส่วนกับรายได้ประชาชาติและรายได้ต่อหัวของประชากร
- เทคโนโลยี เช่น การเคลื่อนไหวของงานวิจัยและพัฒนา สัดส่วนของประชากร (และอัตราการเปลี่ยนแปลงที่ตามมา)
- ใช้เทคโนโลยีที่เกิดใหม่ (เทคโนโลยีขั้นก้าวหน้า เช่นการใช้โทรศัพท์ รถยนต์ อินเตอร์เน็ตรอดแบนด์ ฯลฯ)
นั่นคือ เป็นการวัดดูว่าชาติ หรือวัฒนธรรมนั้นๆ มีความเป็นโลกาภิวัตน์ตั้งแต่ต้นมาถึงในปีที่ทำการวัดล่าสุด
โดยการใช้ตัวแทนง่ายๆ เช่น การเคลื่อนไหลของสินค้าเข้า-ออก การย้ายถิ่นฐาน หรือเงินลงทุนทางตรงจากต่างประเทศดังกล่าวข้างต้น
เนื่องจากโลกาภิวัตน์ไม่ใช่ปรากฏการณ์อย่างเดียวทางเศรษฐกิจ การใช้การเข้าสู่ปัญหาด้วยวิธีแบบหลายตัวแปร
มาเป็นตัวชี้วัดความเป็นโลกาภิวัตน์จึงเกิดขึ้นโดยการเริ่มของ “ถังความคิด” ([Think tank) ในสวิสเซอร์แลนด์ KOF
ดัชนีมุ่งชีวัดไปที่มิติหลัก 3 ตัวของโลก ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคมและการเมือง นอกจาการใช้ตัวชี้วัดหลักทั้งสามตัวนี้แล้ว
ดัชนีรวมของโลกาภิวัตน์และตัวชี้วกึ่งดัชนีโยงไปถึงการเคลื่อนไหลจริงทางเศรษฐกิจ ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ
ข้อมูลเกี่ยวกับการติดต่อของบุคคล ข้อมูลเกี่ยวกับการเคลื่อนไหลของข้อมูลข่าวสาร และข้อมูลของความใกล้ชิดติดต่อกันทางวัฒนธรรม
เหล่านี้ถูกนำมาใช้ในการคำนวณด้วย มีการเผยแพร่ข้อมูลนี้เป็นรายปี เป็นข้อมูลรวมของประเทศต่างๆ 122 ประเทศ
ดังในรายละเอียดใน “Dreher, Gaston and Martens (2008)”
จากดัชนีดังกล่าว ประเทศที่เป็นโลกาภิวัตน์มากที่สุดในโลกได้แก่เบลเยียม ตามด้วยออสเตรีย สวีเดน สหราชอาณาจักรและเนเธอร์แลนด์
ประเทศที่เป็นโลกาภิวัตน์น้อยที่สุดตามดัชนี KOF ได้แก่ไฮติ เมียนมาร์ สาธารณรัฐแอฟริกากลาง และบูรุดี
การวัดอื่นๆ มองภาพโลกาภิวัตน์ในฐานะเป็นกระบวนการที่เป็นปฏิสัมพันธ์ของการหลอมกระจายเพื่อหาระดับของผลกระทบ (Jahn 2006)
Class on 12 Jun. 2009
ก่อนอื่นเลย วันนี้อาจารย์ได้พูดถึงเรื่องโปรเจคที่แสนจะยากเย็นอย่างคร่าวๆ
แล้วก็ได้พูดถึงเรื่องบล็อกที่อาจารย์ให้นักศึกษาทำ ว่าค่อนข้างประสบความสำเร็จ
เพราะนักศึกษาให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี (รึเปล่า 555+)
จากนั้นจึงได้เริ่มเข้าสู่บทเรียน อาจารย์เริ่มจากการอธิบายว่า
วิชานี้ IB321 เรียนเกี่ยวกับอะไร ซึ่งได้วาด my mapping อย่างคร่าว
ซึ่งอาจารย์ได้บอกแล้วว่า อาจารย์จบเอกศิลปกรรม สาขาการออกแบบ เหอๆ
ทำให้อาจารย์มีความสามารถในการวาดรูปอย่างมากกกกก (แอบแซว อิอิ)
ดังจากที่เห็น ผมคาดว่าอาจารย์น่าจะจบมาพร้อมกับอาจารย์นิ้น เพราะวาดรูปเรือได้เหมือนกันเด๊ะ!
Ok. นอกเรื่องมานาน เอาเป็นว่า วิชา IB 321 นี้ จะเรียนเพื่อให้นักศึกษาได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า
Globalization (โลกาภิวัตน์) หรือ และ International Business (ธุรกิจระหว่างประเทศ) เป็นอย่างแรก
เพราะทั้งสองคำนี้มีความหมายที่ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมด แล้วจะเจาะเข้าไปที่รายละเอียด
โดยจะศึกษาถึงคำว่า Environment (สิ่งแวดล้อม) ซึ่งสำคัญต่อการทำธุรกิจ โดยจะหาข้อมูลมาประกอบภายหลัง
Strategies (กลยุทธ์) ก็เป็นคำที่สำคัญของวิชานี้ ที่นักศึกษาต้องเข้าใจ เพราะธุรกิจต้องมีการว่างแฟนกลยุทธ์ด้านต่างๆ
สุดท้าย คือคำว่า Operation (การปฏิบัติ) เป็นหน่วยย่อยสุดท้ายของการทำธุรกิจ
ซึ่งก็ถือว่าสำคัญ เพราะเมื่อไม่มีการนำแผนต่างๆไปปฏิบัติ ธุรกิจก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้
หลังจากนั้น จึงได้เข้าสู้เนื้อหา เริ่มที่คำว่า International Business คือการทำธุรกรรมทางการค้า
การผลิต การจำหน่าย การลงทุน การเคลื่อนย้ายสินค้าระหว่าง 2 ประเทศขึ้นไป
โดยอาจมุ่งหวังผลกำไร หรือไม่มุ่งหวังผลกำไร เช่น องค์กรหน่วยงานต่างๆ
โดยธุรกิจระหว่างประเทศและธุรกิจภายในประเทศ (Domestic Company) นั้น มีความแตกต่างกันในหลายๆด้าน
เช่น สภาวะแวดล้อม เนื่องจาก การทำธุรกิจภายในประเทศนั้น ผู้ที่ทำธุรกิจ จะมีความเข้าใจในสภาวะแวดล้อมต่างๆ
รวมทั้งข้อมูลทางประชากรศาสตร์ในแต่ละประเทศนั้นๆ เป็นอย่างดี ถึงจะแตกต่างกันบ้าง แต่ก็ไม่มากนัก
แต่ในการทำธุรกิจระหว่างประเทศนั้น ต้องศึกษาสภาพแวดล้อม สภาพภูมิประเทศ
ประชากรศาสตร์ หรือข้อมูลต่างๆ ให้เป็นอย่างดี ต้องเข้าใจถึงรายละเอียดนั้นๆ เพื่อการจัดสินใจลงทุน
หลังจากนั้น อาจารย์จึงได้ทิ้งคำถามไว้ว่า ”ทำไมธุรกิจถึงต้องให้ความสนใจในโลกาภิวัตน์”
“ธุรกิจข้ามชาติ มีความสำคัญอย่างไร” และ “ประเทศไหน ที่มีการจัดอันดับว่า มีความเป็นโลกาภิวัตน์มากที่สุดในโลก”
ซึ่งจะขอตอบคำถามเหล่านี้ ในบทความต่อไป ^^
วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2552
Globalization
ด้านการเมือง เศรษฐศาสตร์ วัฒนธรรมและเทคโนโลยีการสื่อสาร รวมทั้งยังมีอิทธิพลต่อโลกทัศน์และความรู้สึกนึกคิดของคนจำนวนมากในยุคสมัยใหม่
โลกาภิวัตน์เป็นคำที่เกิดมาก่อนหน้าทศวรรษ 1990 โดยเริ่มจากนักวิจารณ์ด้านวัฒนธรรมชาวแคนาดา มาร์แชลล์ แมคลูฮาน (Marshall McLuhan)
ใน ค.ศ. 1964 ที่กล่าวถึงคำว่า “หมู่บ้านโลก” (global village) ซึ่งหมายถึงโลกยุคใหม่ที่ตั้งอยู่บนฐานของเทคโนโลยี
อันนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่เร่งเร็วขึ้นในทุกระดับของสังคมมนุษย์
ความหมายของโลกาภิวัตน์ในสื่อมวลชนกระแสหลักของตะวันตกบ่งบอกถึงปรากฏการณ์ของการครองความเป็นใหญ่ของลัทธิเศรษฐกิจตลาดเสรี
การครองความเป็นใหญ่ของระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตยตะวันตก วิถีชีวิตทางวัฒนธรรมแบบอเมริกัน (Americanization)
การแพร่ขยายของเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารสมัยใหม่ (Internet Revolution) การปฏิวัติการขนส่งด้วยตู้คอนเทนเนอร์
จนถึงทัศนคติว่า มนุษยชาติกำลังยืนอยู่ตรงธรณีประตูที่จะก้าวไปสู่การรวมโลกเป็นชุมชนหนึ่งเดียวที่ไม่มีความขัดแย้งทางสังคมใหญ่ๆ หลงเหลืออยู่อีก
โลกาภิวัตน์ จากคำบาลี โลก + อภิวตฺตน ตามรูปศัพท์หมายถึง การแผ่ถึงกันทั่วโลก, การเข้าถึงโลก, การเอาชนะโลก
คำที่มีความหมายใกล้เคียง และนิยมใช้แทนกัน คือ โลกานุวัตร ตามรูปศัพท์คือ ความประพฤติตามโลก
สำหรับความหมายของคำว่า โลกาภิวัตน์ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 หมายถึง
"การแพร่กระจายไปทั่วโลก; การที่ประชาคมโลกไม่ว่าจะอยู่ ณ จุดใด สามารถรับรู้ สัมพันธ์
หรือรับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วกว้างขวาง ซึ่งเนื่องมาจากการพัฒนาระบบสารสนเทศเป็นต้น"
ซึ่งเป็นคำศัพท์เฉพาะที่บัญญัติขึ้นเพื่อตอบสนองปรากฏการณ์ของสังคมโลกที่เหตุการณ์ทางเศรษฐกิจ การเมือง สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม
ที่เกิดขึ้นในส่วนหนึ่งของโลก ส่งผลกระทบอันรวดเร็วและสำคัญต่อส่วนอื่นๆของโลก
โลกาภิวัตน์ เป็นคำที่มาพร้อมกับการขยายตัวของระบบทุนนิยม การล่มสลายของค่ายคอมมิวนิสต์ ความเชื่อว่าระบบทุนนิยมมีชัยชนะเบ็ดเสร็จ โดยมีลักษณะสำคัญ ดังนี้
ประการแรก โลกาภิวัตน์มีลักษณะของ “การลดความสำคัญของอาณาเขตประเทศ” (deterritorialization)
ประการที่ 2 โลกาภิวัตน์คือ “การเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน” (interconnectedness) ของสังคมโดยข้ามพ้นพรมแดนทางภูมิศาสตร์และการเมือง
ประการที่ 3 โลกาภิวัตน์มีนัยยะที่บ่งบอกถึง “ความเร็ว” (velocity) ของกิจกรรมทางสังคมของมนุษย์
ประการที่ 4 แม้จะมีข้อถกเถียงอยู่มากว่าโลกาภิวัตน์เกิดขึ้นจริงๆ เมื่อไร แต่ส่วนใหญ่เชื่อว่าโลกาภิวัตน์เป็นกระบวนการที่มีระยะเวลายาวนาน
ประการที่ 5 โลกาภิวัตน์เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายๆ ด้าน (เศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรม)
โลกาภิวัตน์ถูกมองว่าเป็นกระบวนการที่ใช้เวลาเป็นศตวรรษที่ติดตามการขยายตัวของประชากรและการเจริญเติบโตทางอารยธรรม
รูปแบบโลกาภิวัตน์ยุคแรกๆ มีมาตั้งแต่สมัยจักรวรรดิโรมัน จักรวรรดิพาเธีย และสมัยราชวงศ์ฮั่น กรุงโรม
รวมทั้งยุคทองของอิสลามเป็นตัวอย่างหนึ่งเมื่อพ่อค้าและนักสำรวจชาวมุสลิมวางรากฐานเศรษฐกิจของโลกยุคแรกไปทั่ว “โลกเก่า”
แล้วยังส่งผลให้เกิดโลกาภิวัตน์กับพืชผล การค้า ความรู้และเทคโนโลยีต่อมาถึงระหว่างยุคของจักรวรรดิมองโกลซึ่งมีความเจริญมากขึ้นตามเส้นทางสายไหม
การบูรณาการโลกาภิวัตน์มีความต่อเนื่องมาถึงยุคขยายตัวทางการค้าของยุโรป เมื่อถึงคริสต์ศตวรรษ ที่ 16 และ17
เมื่อจักรวรรดิโปรตุเกสและจักรวรรดิสเปนได้แผ่ขยายไปทั่วทุกมุมโลกหลังจากที่ได้ขยายไปถึงอเมริกา
โลกาภิวัตน์กลายเป็นปรากฏการณ์ทางธุรกิจในคริสต์ศตวรรษที่ 17 เมื่อบริษัทดัทช์อินเดียตะวันออก
ซึ่งถือกันว่าเป็น “บรรษัทข้ามชาติ” แรกได้รับการจัดตั้งขึ้น แต่เนื่องจากการมีความเสี่ยงที่สูงมากในการค้าระหว่างประเทศ
บริษัทดัทช์อินเดียตะวันออกได้กลายเป็นบริษัทแรกของโลกที่ใช้วิธีกระจายค
วามเสี่ยง ยอมให้มีการร่วมเป็นเจ้าของด้วยการออกหุ้น
ซึ่งเป็นปัจจัยผลักดันที่สำคัญที่ทำให้เกิดโลกาภิวัตน์
การปล่อยหรือการเปิดเสรีทางการค้าในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งบางครั้งเรียกกันว่า “ยุคแรกแห่งโลกาภิวัตน์”
เป็นยุคที่มีลักษณะการเจริญเติบโตของการค้าและการลงทุนของโลกในอัตราที่รวดเร็วระหว่างจักรวรรดิอำนาจยุโรปกับอาณานิคมอละต่อมากับสหรัฐฯ
ในยุคนี้เองที่พื้นที่บริเวณใต้สะฮาราและหมู่เกาะแปซิฟิกถูกจัดรวมเข้าไว้ในระบบโลก “ยุคแรกแห่งโลกาภิวัตน์” เริ่มแตกสลายเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 เริ่มขึ้น
และต่อมาได้ล่มสลายในช่วงวิกฤติมาตรฐานทองคำในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2468 – พ.ศ. 2478
“โลกาภิวัตน์ในยุคตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นผลที่ตามมาจากการวางแผนของนักเศรษฐศาสตร์และผลประโยชน์ทางธุรกิจ
รวมทั้งนักการเมืองได้ได้ตระหนักถึงค่าใช้จ่ายที่สัมพันธ์กับลัทธิคุ้มครอง (Protectionism)
การถดถอยของการรวมตัวทางเศรษฐกิจในระดับนานาชาติ ผลงานของพวกเขาได้นำไปสู่การประชุม “เบรทตัน วูด” (Bretton Woods)
ที่ทำให้เกิดสถาบันนานาชาติหลายแห่งที่มีวัตถุประสงค์คอยเฝ้ามองกระบวนการโลกาภิวัตน์ที่ฟื้นตัวใหม่ คอยส่งเสริมการเจริญเติบโต
และจัดการกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นตามมา สถาบันดังกล่าวได้แก่ “ธนาคารสากลเพื่อการฟื้นฟูและการพัฒนา" (ธนาคารโลก)
และ “กองทุนสากลว่าด้วยเงินกองทุน” (IMF) ทั้งสองสถาบันแสวงหาเทคโนโลยีขั้นก้าวหน้าต่างๆ มาใช้ เพื่อการลดต้นทุนการค้า
มีการเจรจาทางการค้า ที่เดิมอยู่ภายใต้ความอุปถัมภ์ของ GATT ซึ่งจัดการให้มีการประชุมเพื่อเจรจาตกลงยกเลิกข้อจำกัดที่กีดขวางการค้าโดยเสรีอย่างต่อเนื่อง
การประชุมรอบอุรุกวัย (พ.ศ. 2527 – พ.ศ. 2538) นำไปสู่การก่อตั้งองค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อใช้เป็นที่ไกล่เกลี่ยข้อขัดแย้งทางการค้า
และเพื่อจัดวางพื้นฐานให้การค้าเป็นในบรรทัดฐานเดียวกัน ข้อตกลงทวิภาคี และพหุภาคีทางการค้า รวมถึงส่วนของ “สนธิสัญญามาสทริชท์” ( Maastricht Treaty) ของยุโรป
และมีการตกลงและลงนามใน “ข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ” (NAFTA) เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการลดอัตราภาษีและการกีดกันทางการค้า
ผลของการตกลงนี้ทำให้สินค้าที่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลอเมริกันไหลบ่าท่วมท้นตลาดต่างประเทศ”[1]
