ด้านการเมือง เศรษฐศาสตร์ วัฒนธรรมและเทคโนโลยีการสื่อสาร รวมทั้งยังมีอิทธิพลต่อโลกทัศน์และความรู้สึกนึกคิดของคนจำนวนมากในยุคสมัยใหม่
โลกาภิวัตน์เป็นคำที่เกิดมาก่อนหน้าทศวรรษ 1990 โดยเริ่มจากนักวิจารณ์ด้านวัฒนธรรมชาวแคนาดา มาร์แชลล์ แมคลูฮาน (Marshall McLuhan)
ใน ค.ศ. 1964 ที่กล่าวถึงคำว่า “หมู่บ้านโลก” (global village) ซึ่งหมายถึงโลกยุคใหม่ที่ตั้งอยู่บนฐานของเทคโนโลยี
อันนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่เร่งเร็วขึ้นในทุกระดับของสังคมมนุษย์
ความหมายของโลกาภิวัตน์ในสื่อมวลชนกระแสหลักของตะวันตกบ่งบอกถึงปรากฏการณ์ของการครองความเป็นใหญ่ของลัทธิเศรษฐกิจตลาดเสรี
การครองความเป็นใหญ่ของระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตยตะวันตก วิถีชีวิตทางวัฒนธรรมแบบอเมริกัน (Americanization)
การแพร่ขยายของเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารสมัยใหม่ (Internet Revolution) การปฏิวัติการขนส่งด้วยตู้คอนเทนเนอร์
จนถึงทัศนคติว่า มนุษยชาติกำลังยืนอยู่ตรงธรณีประตูที่จะก้าวไปสู่การรวมโลกเป็นชุมชนหนึ่งเดียวที่ไม่มีความขัดแย้งทางสังคมใหญ่ๆ หลงเหลืออยู่อีก
โลกาภิวัตน์ จากคำบาลี โลก + อภิวตฺตน ตามรูปศัพท์หมายถึง การแผ่ถึงกันทั่วโลก, การเข้าถึงโลก, การเอาชนะโลก
คำที่มีความหมายใกล้เคียง และนิยมใช้แทนกัน คือ โลกานุวัตร ตามรูปศัพท์คือ ความประพฤติตามโลก
สำหรับความหมายของคำว่า โลกาภิวัตน์ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 หมายถึง
"การแพร่กระจายไปทั่วโลก; การที่ประชาคมโลกไม่ว่าจะอยู่ ณ จุดใด สามารถรับรู้ สัมพันธ์
หรือรับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วกว้างขวาง ซึ่งเนื่องมาจากการพัฒนาระบบสารสนเทศเป็นต้น"
ซึ่งเป็นคำศัพท์เฉพาะที่บัญญัติขึ้นเพื่อตอบสนองปรากฏการณ์ของสังคมโลกที่เหตุการณ์ทางเศรษฐกิจ การเมือง สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม
ที่เกิดขึ้นในส่วนหนึ่งของโลก ส่งผลกระทบอันรวดเร็วและสำคัญต่อส่วนอื่นๆของโลก
โลกาภิวัตน์ เป็นคำที่มาพร้อมกับการขยายตัวของระบบทุนนิยม การล่มสลายของค่ายคอมมิวนิสต์ ความเชื่อว่าระบบทุนนิยมมีชัยชนะเบ็ดเสร็จ โดยมีลักษณะสำคัญ ดังนี้
ประการแรก โลกาภิวัตน์มีลักษณะของ “การลดความสำคัญของอาณาเขตประเทศ” (deterritorialization)
ประการที่ 2 โลกาภิวัตน์คือ “การเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน” (interconnectedness) ของสังคมโดยข้ามพ้นพรมแดนทางภูมิศาสตร์และการเมือง
ประการที่ 3 โลกาภิวัตน์มีนัยยะที่บ่งบอกถึง “ความเร็ว” (velocity) ของกิจกรรมทางสังคมของมนุษย์
ประการที่ 4 แม้จะมีข้อถกเถียงอยู่มากว่าโลกาภิวัตน์เกิดขึ้นจริงๆ เมื่อไร แต่ส่วนใหญ่เชื่อว่าโลกาภิวัตน์เป็นกระบวนการที่มีระยะเวลายาวนาน
ประการที่ 5 โลกาภิวัตน์เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายๆ ด้าน (เศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรม)
โลกาภิวัตน์ถูกมองว่าเป็นกระบวนการที่ใช้เวลาเป็นศตวรรษที่ติดตามการขยายตัวของประชากรและการเจริญเติบโตทางอารยธรรม
รูปแบบโลกาภิวัตน์ยุคแรกๆ มีมาตั้งแต่สมัยจักรวรรดิโรมัน จักรวรรดิพาเธีย และสมัยราชวงศ์ฮั่น กรุงโรม
รวมทั้งยุคทองของอิสลามเป็นตัวอย่างหนึ่งเมื่อพ่อค้าและนักสำรวจชาวมุสลิมวางรากฐานเศรษฐกิจของโลกยุคแรกไปทั่ว “โลกเก่า”
แล้วยังส่งผลให้เกิดโลกาภิวัตน์กับพืชผล การค้า ความรู้และเทคโนโลยีต่อมาถึงระหว่างยุคของจักรวรรดิมองโกลซึ่งมีความเจริญมากขึ้นตามเส้นทางสายไหม
การบูรณาการโลกาภิวัตน์มีความต่อเนื่องมาถึงยุคขยายตัวทางการค้าของยุโรป เมื่อถึงคริสต์ศตวรรษ ที่ 16 และ17
เมื่อจักรวรรดิโปรตุเกสและจักรวรรดิสเปนได้แผ่ขยายไปทั่วทุกมุมโลกหลังจากที่ได้ขยายไปถึงอเมริกา
โลกาภิวัตน์กลายเป็นปรากฏการณ์ทางธุรกิจในคริสต์ศตวรรษที่ 17 เมื่อบริษัทดัทช์อินเดียตะวันออก
ซึ่งถือกันว่าเป็น “บรรษัทข้ามชาติ” แรกได้รับการจัดตั้งขึ้น แต่เนื่องจากการมีความเสี่ยงที่สูงมากในการค้าระหว่างประเทศ
บริษัทดัทช์อินเดียตะวันออกได้กลายเป็นบริษัทแรกของโลกที่ใช้วิธีกระจายค
วามเสี่ยง ยอมให้มีการร่วมเป็นเจ้าของด้วยการออกหุ้น
ซึ่งเป็นปัจจัยผลักดันที่สำคัญที่ทำให้เกิดโลกาภิวัตน์
การปล่อยหรือการเปิดเสรีทางการค้าในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งบางครั้งเรียกกันว่า “ยุคแรกแห่งโลกาภิวัตน์”
เป็นยุคที่มีลักษณะการเจริญเติบโตของการค้าและการลงทุนของโลกในอัตราที่รวดเร็วระหว่างจักรวรรดิอำนาจยุโรปกับอาณานิคมอละต่อมากับสหรัฐฯ
ในยุคนี้เองที่พื้นที่บริเวณใต้สะฮาราและหมู่เกาะแปซิฟิกถูกจัดรวมเข้าไว้ในระบบโลก “ยุคแรกแห่งโลกาภิวัตน์” เริ่มแตกสลายเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 เริ่มขึ้น
และต่อมาได้ล่มสลายในช่วงวิกฤติมาตรฐานทองคำในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2468 – พ.ศ. 2478
“โลกาภิวัตน์ในยุคตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นผลที่ตามมาจากการวางแผนของนักเศรษฐศาสตร์และผลประโยชน์ทางธุรกิจ
รวมทั้งนักการเมืองได้ได้ตระหนักถึงค่าใช้จ่ายที่สัมพันธ์กับลัทธิคุ้มครอง (Protectionism)
การถดถอยของการรวมตัวทางเศรษฐกิจในระดับนานาชาติ ผลงานของพวกเขาได้นำไปสู่การประชุม “เบรทตัน วูด” (Bretton Woods)
ที่ทำให้เกิดสถาบันนานาชาติหลายแห่งที่มีวัตถุประสงค์คอยเฝ้ามองกระบวนการโลกาภิวัตน์ที่ฟื้นตัวใหม่ คอยส่งเสริมการเจริญเติบโต
และจัดการกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นตามมา สถาบันดังกล่าวได้แก่ “ธนาคารสากลเพื่อการฟื้นฟูและการพัฒนา" (ธนาคารโลก)
และ “กองทุนสากลว่าด้วยเงินกองทุน” (IMF) ทั้งสองสถาบันแสวงหาเทคโนโลยีขั้นก้าวหน้าต่างๆ มาใช้ เพื่อการลดต้นทุนการค้า
มีการเจรจาทางการค้า ที่เดิมอยู่ภายใต้ความอุปถัมภ์ของ GATT ซึ่งจัดการให้มีการประชุมเพื่อเจรจาตกลงยกเลิกข้อจำกัดที่กีดขวางการค้าโดยเสรีอย่างต่อเนื่อง
การประชุมรอบอุรุกวัย (พ.ศ. 2527 – พ.ศ. 2538) นำไปสู่การก่อตั้งองค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อใช้เป็นที่ไกล่เกลี่ยข้อขัดแย้งทางการค้า
และเพื่อจัดวางพื้นฐานให้การค้าเป็นในบรรทัดฐานเดียวกัน ข้อตกลงทวิภาคี และพหุภาคีทางการค้า รวมถึงส่วนของ “สนธิสัญญามาสทริชท์” ( Maastricht Treaty) ของยุโรป
และมีการตกลงและลงนามใน “ข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ” (NAFTA) เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการลดอัตราภาษีและการกีดกันทางการค้า
ผลของการตกลงนี้ทำให้สินค้าที่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลอเมริกันไหลบ่าท่วมท้นตลาดต่างประเทศ”[1]

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น