
Q: ทำไมธุรกิจถึงต้องให้ความสนใจในโลกาภิวัตน์
A: ในปัจจุบัน ธุรกิจทุกประเภท ตลาดต่างๆของแต่ละประเทศ กำลังรวมตัวกันเป็นตลาดเดียว
คือตลาดโลก ซึ่งหมายความว่า ราคาสินค้า และบริการถูกกำหนดโดยตลาดโลก
ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการย่างเข้าสู่เศรษฐกิจแบบตลาดของ ประเทศจีน อินเดีย และยุโรปตะวันออก การปฏิวัติทางเทคโนโลยี
และการสื่อสาร ต้นทุนการคมนาคมขนส่งที่ลดลงต่ำเป็นอย่างมาก
กระบวนการโลกาภิวัฒน์ทำให้เกิดโอกาสการค้ามากขึ้น ซึ่งทำให้นักธุรกิจต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา
และต้องมีความสามารถในการบริหารจัดการมากขึ้น ซึ่งปัจจัยหลักที่ผู้ประกอบการต้องจับตามองในภาวะโลกาภิวัตน์
คือ อำนาจผู้ซื้อจะเพิ่มขึ้นกว่าในอดีตอย่างมโหฬาร เพราะผู้ซื้อมีความรู้มากขึ้นเข้าถึงข้อมูลของสินค้าได้ง่ายและมากขึ้น
ทำให้เกิดการแข่งขันสูงขึ้นด้วย พร้อมทั้งมีการบริหารจัดการที่ดีโดยเฉพาะอัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย
ต้องบริหารต้นทุนอย่างไรก็ได้ให้คุ้มที่สุด เพราะการแข่งขันในโลกโลกาภิวัฒน์นี้
ธุรกิจไม่เพียงแต่แข่งขันแค่กับบริษัทภายในประเทศเท่านั้น แต่ต้องแข่งขันกับบริษัทต่างประเทศด้วย
Q: ธุรกิจข้ามชาติ มีความสำคัญอย่างไร
A: ธุรกิจระหว่างประเทศซึ่งมีการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ การผลิตในต่างประเทศ
เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ มีบทบาทมากขึ้นในการเพิ่มมาตรฐานการครองชีพของประชาชนในประเทศ
ทั้งทางตรงและทางอ้อม ช่วยให้ประชาชนทั่วโลก สามารถบริโภคสินค้าต่างๆ ได้หลายชนิด
ทั้งที่ผลิตเอง และไม่สามารถผลิตได้เอง ทำให้รูปแบบการบริโภคทั่วโลกเป็นแบบไร้พรมแดนมากขึ้น
ดังนั้น ธุรกิจข้ามชาติจึงมีบทบาทสำคัญที่ทำให้การบริโภคและการลงทุนในแต่ละประเทศเพิ่มสูงขึ้น
Q: ประเทศไหน ที่มีการจัดอันดับว่า มีความเป็นโลกาภิวัตน์มากที่สุดในโลก
A: เมื่อมองโลกาภิวัตน์เฉพาะทางเศรษฐกิจ การวัดอาจทำได้หลายทางที่แตกต่างกัน โดยดูจากการรวมศูนย์การเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ
ที่อาจบ่งชี้ความเป็นโลกาภิวัตน์เห็นได้ 4 แนวดังนี้:
- สินค้าและบริการ เช่น ดูการส่งออกและนำเข้าสินค้าที่เป็นสัดส่วนกับรายได้ต่อหัวของประชาชาติ
- แรงงานและคน เช่น อัตราการย้ายถิ่นฐานเข้าและออกโดยชั่งน้ำหนักกับประชากร
- เงินทุน เช่นการไหลเข้าและไหลออกของเงินลงทุนทางตรงที่เป็นสัดส่วนกับรายได้ประชาชาติและรายได้ต่อหัวของประชากร
- เทคโนโลยี เช่น การเคลื่อนไหวของงานวิจัยและพัฒนา สัดส่วนของประชากร (และอัตราการเปลี่ยนแปลงที่ตามมา)
- ใช้เทคโนโลยีที่เกิดใหม่ (เทคโนโลยีขั้นก้าวหน้า เช่นการใช้โทรศัพท์ รถยนต์ อินเตอร์เน็ตรอดแบนด์ ฯลฯ)
นั่นคือ เป็นการวัดดูว่าชาติ หรือวัฒนธรรมนั้นๆ มีความเป็นโลกาภิวัตน์ตั้งแต่ต้นมาถึงในปีที่ทำการวัดล่าสุด
โดยการใช้ตัวแทนง่ายๆ เช่น การเคลื่อนไหลของสินค้าเข้า-ออก การย้ายถิ่นฐาน หรือเงินลงทุนทางตรงจากต่างประเทศดังกล่าวข้างต้น
เนื่องจากโลกาภิวัตน์ไม่ใช่ปรากฏการณ์อย่างเดียวทางเศรษฐกิจ การใช้การเข้าสู่ปัญหาด้วยวิธีแบบหลายตัวแปร
มาเป็นตัวชี้วัดความเป็นโลกาภิวัตน์จึงเกิดขึ้นโดยการเริ่มของ “ถังความคิด” ([Think tank) ในสวิสเซอร์แลนด์ KOF
ดัชนีมุ่งชีวัดไปที่มิติหลัก 3 ตัวของโลก ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคมและการเมือง นอกจาการใช้ตัวชี้วัดหลักทั้งสามตัวนี้แล้ว
ดัชนีรวมของโลกาภิวัตน์และตัวชี้วกึ่งดัชนีโยงไปถึงการเคลื่อนไหลจริงทางเศรษฐกิจ ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ
ข้อมูลเกี่ยวกับการติดต่อของบุคคล ข้อมูลเกี่ยวกับการเคลื่อนไหลของข้อมูลข่าวสาร และข้อมูลของความใกล้ชิดติดต่อกันทางวัฒนธรรม
เหล่านี้ถูกนำมาใช้ในการคำนวณด้วย มีการเผยแพร่ข้อมูลนี้เป็นรายปี เป็นข้อมูลรวมของประเทศต่างๆ 122 ประเทศ
ดังในรายละเอียดใน “Dreher, Gaston and Martens (2008)”
จากดัชนีดังกล่าว ประเทศที่เป็นโลกาภิวัตน์มากที่สุดในโลกได้แก่เบลเยียม ตามด้วยออสเตรีย สวีเดน สหราชอาณาจักรและเนเธอร์แลนด์
ประเทศที่เป็นโลกาภิวัตน์น้อยที่สุดตามดัชนี KOF ได้แก่ไฮติ เมียนมาร์ สาธารณรัฐแอฟริกากลาง และบูรุดี
การวัดอื่นๆ มองภาพโลกาภิวัตน์ในฐานะเป็นกระบวนการที่เป็นปฏิสัมพันธ์ของการหลอมกระจายเพื่อหาระดับของผลกระทบ (Jahn 2006)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น