วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2552

Question n Answer

Q: ทำไมธุรกิจถึงต้องให้ความสนใจในโลกาภิวัตน์

A: ในปัจจุบัน ธุรกิจทุกประเภท ตลาดต่างๆของแต่ละประเทศ กำลังรวมตัวกันเป็นตลาดเดียว

คือตลาดโลก ซึ่งหมายความว่า ราคาสินค้า และบริการถูกกำหนดโดยตลาดโลก

ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการย่างเข้าสู่เศรษฐกิจแบบตลาดของ ประเทศจีน อินเดีย และยุโรปตะวันออก การปฏิวัติทางเทคโนโลยี

และการสื่อสาร ต้นทุนการคมนาคมขนส่งที่ลดลงต่ำเป็นอย่างมาก

กระบวนการโลกาภิวัฒน์ทำให้เกิดโอกาสการค้ามากขึ้น ซึ่งทำให้นักธุรกิจต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา

และต้องมีความสามารถในการบริหารจัดการมากขึ้น ซึ่งปัจจัยหลักที่ผู้ประกอบการต้องจับตามองในภาวะโลกาภิวัตน์

คือ อำนาจผู้ซื้อจะเพิ่มขึ้นกว่าในอดีตอย่างมโหฬาร เพราะผู้ซื้อมีความรู้มากขึ้นเข้าถึงข้อมูลของสินค้าได้ง่ายและมากขึ้น

ทำให้เกิดการแข่งขันสูงขึ้นด้วย พร้อมทั้งมีการบริหารจัดการที่ดีโดยเฉพาะอัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย

ต้องบริหารต้นทุนอย่างไรก็ได้ให้คุ้มที่สุด เพราะการแข่งขันในโลกโลกาภิวัฒน์นี้

ธุรกิจไม่เพียงแต่แข่งขันแค่กับบริษัทภายในประเทศเท่านั้น แต่ต้องแข่งขันกับบริษัทต่างประเทศด้วย


Q: ธุรกิจข้ามชาติ มีความสำคัญอย่างไร

A: ธุรกิจระหว่างประเทศซึ่งมีการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ การผลิตในต่างประเทศ

เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ มีบทบาทมากขึ้นในการเพิ่มมาตรฐานการครองชีพของประชาชนในประเทศ

ทั้งทางตรงและทางอ้อม ช่วยให้ประชาชนทั่วโลก สามารถบริโภคสินค้าต่างๆ ได้หลายชนิด

ทั้งที่ผลิตเอง และไม่สามารถผลิตได้เอง ทำให้รูปแบบการบริโภคทั่วโลกเป็นแบบไร้พรมแดนมากขึ้น

ดังนั้น ธุรกิจข้ามชาติจึงมีบทบาทสำคัญที่ทำให้การบริโภคและการลงทุนในแต่ละประเทศเพิ่มสูงขึ้น


Q: ประเทศไหน ที่มีการจัดอันดับว่า มีความเป็นโลกาภิวัตน์มากที่สุดในโลก

A: เมื่อมองโลกาภิวัตน์เฉพาะทางเศรษฐกิจ การวัดอาจทำได้หลายทางที่แตกต่างกัน โดยดูจากการรวมศูนย์การเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ

ที่อาจบ่งชี้ความเป็นโลกาภิวัตน์เห็นได้ 4 แนวดังนี้:

  • สินค้าและบริการ เช่น ดูการส่งออกและนำเข้าสินค้าที่เป็นสัดส่วนกับรายได้ต่อหัวของประชาชาติ
  • แรงงานและคน เช่น อัตราการย้ายถิ่นฐานเข้าและออกโดยชั่งน้ำหนักกับประชากร
  • เงินทุน เช่นการไหลเข้าและไหลออกของเงินลงทุนทางตรงที่เป็นสัดส่วนกับรายได้ประชาชาติและรายได้ต่อหัวของประชากร
  • เทคโนโลยี เช่น การเคลื่อนไหวของงานวิจัยและพัฒนา สัดส่วนของประชากร (และอัตราการเปลี่ยนแปลงที่ตามมา)
  • ใช้เทคโนโลยีที่เกิดใหม่ (เทคโนโลยีขั้นก้าวหน้า เช่นการใช้โทรศัพท์ รถยนต์ อินเตอร์เน็ตรอดแบนด์ ฯลฯ)

นั่นคือ เป็นการวัดดูว่าชาติ หรือวัฒนธรรมนั้นๆ มีความเป็นโลกาภิวัตน์ตั้งแต่ต้นมาถึงในปีที่ทำการวัดล่าสุด

โดยการใช้ตัวแทนง่ายๆ เช่น การเคลื่อนไหลของสินค้าเข้า-ออก การย้ายถิ่นฐาน หรือเงินลงทุนทางตรงจากต่างประเทศดังกล่าวข้างต้น

เนื่องจากโลกาภิวัตน์ไม่ใช่ปรากฏการณ์อย่างเดียวทางเศรษฐกิจ การใช้การเข้าสู่ปัญหาด้วยวิธีแบบหลายตัวแปร

มาเป็นตัวชี้วัดความเป็นโลกาภิวัตน์จึงเกิดขึ้นโดยการเริ่มของ ถังความคิด” ([Think tank) ในสวิสเซอร์แลนด์ KOF

ดัชนีมุ่งชีวัดไปที่มิติหลัก 3 ตัวของโลก ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคมและการเมือง นอกจาการใช้ตัวชี้วัดหลักทั้งสามตัวนี้แล้ว

ดัชนีรวมของโลกาภิวัตน์และตัวชี้วกึ่งดัชนีโยงไปถึงการเคลื่อนไหลจริงทางเศรษฐกิจ ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ

ข้อมูลเกี่ยวกับการติดต่อของบุคคล ข้อมูลเกี่ยวกับการเคลื่อนไหลของข้อมูลข่าวสาร และข้อมูลของความใกล้ชิดติดต่อกันทางวัฒนธรรม

เหล่านี้ถูกนำมาใช้ในการคำนวณด้วย มีการเผยแพร่ข้อมูลนี้เป็นรายปี เป็นข้อมูลรวมของประเทศต่างๆ 122 ประเทศ

ดังในรายละเอียดใน “Dreher, Gaston and Martens (2008)

จากดัชนีดังกล่าว ประเทศที่เป็นโลกาภิวัตน์มากที่สุดในโลกได้แก่เบลเยียม ตามด้วยออสเตรีย สวีเดน สหราชอาณาจักรและเนเธอร์แลนด์

ประเทศที่เป็นโลกาภิวัตน์น้อยที่สุดตามดัชนี KOF ได้แก่ไฮติ เมียนมาร์ สาธารณรัฐแอฟริกากลาง และบูรุดี

การวัดอื่นๆ มองภาพโลกาภิวัตน์ในฐานะเป็นกระบวนการที่เป็นปฏิสัมพันธ์ของการหลอมกระจายเพื่อหาระดับของผลกระทบ (Jahn 2006)

เอ.ที เคียร์นี ( A.T. Kearney) และวารสารนโยบายต่างประเทศ ( Foreign Policy Magazine) ได้ร่วมกันตีพิมพ์ ดัชนีโลกาภิวัตน์

(Globalization Index) ขึ้นอีกแหล่งหนึ่ง จากดัชนีเมื่อ พ.ศ. 2549 ผลปรากฏว่า สิงคโปร์ สาธารรัฐไอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ สหรัฐฯ

เนเธอร์แลนด์ แคนาดา และเดนมาร์กเป็นประเทศที่เป็นโลกาภิวัตน์มากที่สุด อียิปต์ อินโดนีเซีย อินเดียและอิหร่านเป็นโลกาภิวัตน์น้อยที่สุด

ส่วนไทยอยู่ในลำดับที่ 45 และจากดัชนีในปีถัดมาคือ พ.ศ. 2550 อับดับความเป็นโลกาภิวัตน์ของไทย ตกลงไปอยู่ที่อันดับที่ 59[1]

http://www.gotomanager.com

http://gotoknow.org

http://th.wikipedia.org

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น