ก่อนอื่นต้องขออภัยอาจารย์จริงๆครับ เนื่องจากช่วงนี้ไม่ค่อยสบาย
เลยเหมือนจะขี้เกียจทำงานยังไงไม่รู้อ่ะคับ แต่ยังไงก้อต้องทำ 555+
วันนี้ได้เข้าเรียด้วย หลังจากที่เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ไม่ได้เข้าเรียน ป่วยจ้า! - -"
แต่ก็ได้เข้าเรียนหลังจากไปร่วมกิจกรรม BUBUS Society (เกือบสะกดผิด)
ได้ไปสแตมป์เพชรมา 1 ดวง และได้เข้าร่วมคล้ายๆ เป็นชมรม IBM
ได้บัตรสมาชิกมาด้วย เหอๆ รวมทั้งเข้าไปเซนต์คำว่า
"พวกเราเป็นภาค Premium" ตัวใหญ่ๆด้วย เพราะเป็นคอนเซปท์เรา
เดี๋ยวไว้ว่างๆ จะไปทำท่าทางประกอบคำนี้ได้อาจารย์ดูนะครับ อิอิ
และก็เหมือนเพื่อนๆ ที่ได้บัตรสมาชิกของ MK ซึ่งจริงๆแล้ว
เขาจะแจกเฉพาะนักศึกษาใหม่ แต่เราไปแฮบมาได้ เอิ๊กๆ ลดตั้ง 10% แหนะ ใครล่ะ จะไม่เอา
เอาล่ะ เข้าเรียน หลังจากนั้น จึงได้เข้าเรียน (แต่แอบสาย - -")อาจารย์เริ่มสอนไปแล้ว
พอจับใจความได้ว่าพูดถึงเรื่องวัฒนธรรมของชาติต่างๆ เพราะวัฒนธรรม มีความสำคัญมากกับธุรกิจระหว่างประเทศ
เมื่อพูดถึงคำว่าวัฒนธรรม คำที่สามารถแบ่งวัฒนธรรมต่างๆได้โดยเป็นที่ยอมรับของสากลคือ "ประเทศ"
เนื่องจาก แต่ละประเทศ ก็ได้มีวัฒนธรรมแตกต่างกันไป การที่เราจะเข้าไปร่วมทำธุรกิจกับผู้คนในประเทศนั้นๆ
ย่อมต้องเข้าใจถึงวัฒนธรรม ธรรมเนียนของประเทศต่างๆนั้นด้วย
เช่น ประเทศจีน มีวัฒนธรรมการกินที่รวดเร็ว ญี่ปุ่นมีโค้ง ไทยมีการไหว้ ฯลฯ
ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ที่ทำธุรกิจกับชานั้นๆ ต้องศึกษาให้เป็นอย่างดี
แต่อย่างที่อาจารย์บอก ว่าไม่จำเป็นต้อง 100% เพราะคนในชาติ้นเอง ยังไม่สามารถเข้าใจวัฒนธรรมตนเองได้ 100% เลย
เราจึงควรศึกษาวัฒนธรรมที่เป็นจุดเด่นของชาตินั้นๆ เพื่อความราบรื่นในการทำธุรกิจ
แต่ในประเทศที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน อาจมีวัฒนธรรม ลักษณะนิสัยหรือวิถีชีวิตที่ใกล้เคียงกันได้ อย่างเช่น
ประเทศในเอเชีย ที่มีความน้อบน้อมเป้นจุดเด่น หรือกลุ่มประเทศในอาเซียน ที่มีการดำเนินชีวิตคล้ายคลึงกัน
แต่ยกเว้น ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเดิมเป็นเมืองขึ้นของประเทศอังกฤษ ทำให้ประเทศสิงคโปร์ มีความแตกต่างจากประเทศอื่นคือนข้างมาก
เพราะประเทศนี้ ได้รับอิทธิพลจากตะวันตก หรือชาวอังกฤษเสียส่วนใหญ่ ต่างจากประเทศอื่นๆในกลุ่มอาเซียน
ซึ่งจะได้รับอิทธิพลจากอินเดียและจีน อีกอย่างที่ผมอยากพูดถึงคือ วิวัฒนาการทางวัฒธรรม
ที่สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายแนวทาง เช่น
การผสมผสานทางวัฒนธรรม (Acculturation)
คือการยอมรับวัฒนธรรมของกลุ่ม หรือชาติหนึ่ง อาจเป็นด้วยความเต็มใจ หรือด้วยการถูกบังคับ
การผสมผสานอาจเกิดขึ้นได้ง่ายหากวัฒนธรรม และทัศนคติมีความคล้ายคลึงกัน
การกลืนกลายทางวัฒนธรรม (Assimilation)
เป็นการเปลี่ยนแปลงและหันไปรับวัฒนธรรมใหม่ทั้งหมดเกิดจากการติดต่อของสมาชิกในสังคม
ที่มีวัฒนธรรมต่างกัน มี 2 ระดับ คือ
1. การกลืนกลายทางสังคม (Social assimilation)
เช่น การรับวัฒนธรรมของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มาเป็นของตนเองทั้งหมด
2. การกลืนกลายทางชีวภาพ (Biological assimilation)
เช่น การสมรส สมาชิกใหม่ที่เกิดเป็น ผลิตผลของการกลืนกลายที่สมบูรณ์ที่สุด
ความล้าหลังทางวัฒนธรรม (Cultural lag)
เกิดขึ้นจากการที่ส่วนต่างๆของวัฒนธรรม มิได้เปลี่ยนแปลงไปในอัตราที่เท่าเทียมกัน ส่วน
ที่เปลี่ยนแปลงช้าก็จะเป็นส่วนที่ล้าหลังไปในที่สุด
ความขัดแย้งทางวัฒนธรรม (Cultural conflict)
ชัดเจนที่สุดเมื่อบุคคลจากวัฒนธรรมหนึ่งเข้าไปในดินแดนของวัฒนธรรมอื่นจำ นวนมาก และมี
การติดต่อกันทางเศรษฐกิจ การศึกษา ศาสนา ความขัดแย้งจะมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยมีการแสดงออกทาง
การกีดกัน หรือแสดงความรังเกียจกัน
การชะงักงันทางวัฒนธรรม (Cultural shock)
เกิดจากการไม่อาจปรับตัวได้ กับการเผชิญกับสภาวะการณ์ทางวัฒนธรรมแบบใหม่ที่แตกต่าง
กับวัฒนธรรมเดิมมาก
ส่วนเรื่องสถานะทางสังคม เกิดได้ 2 สาเหตุ คือ
1. Ascribed group (ติดตัวมาตั้งแต่เกิด) คือ พวก Blue Blood
2. Acquired group (เกิดจากการแสวงหา) คือ ตำแหน่งหน้าที่, การศึกษา เป็นต้นล
โดยจากข้อมูลเหล่านี้เอง ทำให้วัฒนธรรมต่างๆ ของแต่ละประเทศเกิดช่องโหว่ที่จะสามารถโจมตี
ด้วยวิธีการ Culture Wars หรือ "สงครามวัฒนธรรม" โดยการที่เข้าไปกลืนกินชาติอื่นด้วยวัฒนธรรมของตนเอง
ซึ่งมีความหมายตรงกับคำว่า "Creolization" หรือมีอีกความหายหนึ่งว่า
"การพยายามยัดเยียดวัฒนธรรมของตนให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมของชาตินั้นๆ"
ซึ่งจะกล่าวในบล็อคถัดไป
หลังจากนั้นอาจารย์จึงให้นักศึกษาได้ลองคิดถึงแนวทางของการที่จะทำให้วัฒนธรรมของประเทศไทยนั้น
แทรกซึมเข้าไปในวัฒนธรรมต่างชาติ โดยกลุ่มผมคิดรวมกันทั้งหมด 5 คน โดยเราเลือกที่จะใช้อาหารไทย
ที่เป็นที่นิยมอยู่แล้วมาเป้นตัวชูวัฒนธรรมของชาติไทย ให้เป็นที่รู้จักกับต่างชาติ รวมทั้งมวยไทย
ที่เป็นศิลปะป้องกันตัวที่มีเอกลักษณ์อย่างยิ่ง สามารถบ่งบอกได้ถึงความเป็นไทยและความยิ่งใหญ่ของชาติ
ซึ่งก็จะคล้ายๆ กับกลุ่มอื่นๆ ที่มีแนวคิดใกล้เคียงกัน
แหล่งอ้างอิง

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น