วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

The Last Class Before Midterm

วันนี้เป็นวันเรียนคาบสุดท้ายก่อนสอบกลางภาค

ซึ่งเป็นวันที่ผมไม่ได้เข้าเรียน - -"

เนื่องจากมาแข่งฟันดาบรายการเยาวชนชิงแชมป์เอเีซีย

ที่ประเทศสิงคโปร์ เฮ้อ~ เสียดาย

อดเรียนกับอาจารย์เลย (อดฟังแนวข้อสอบด้วย รึเปล่า? 55)

แต่ไม่เป็นไรครับ มาเพื่อประเทศชาติ

วันนี้ก็แข่งไปแล้ว ได้ที่ 43 จากทั้งหมด 50 กว่าคน เน่ามาก เหอๆ

เอาล่ะ จากที่ผมได้ดูบล็อคของเพื่อนๆมา

เพื่อนๆได้เรียนเรื่องทฤษฎีความได้เปรียบสมบูรณ์

และเรื่องทฤษฏีการได้เปรียบโดยเปรียบโดยเปรียบเทียบ

ซึ่งผมก็ไม่ได้เรียนรอก แต่จะหาข้อมูลเพื่อใช้ในการสอบ

และเพื่อประโยชน์ของตัวผมเอง ^^

เนื่องจากผมไม่ค่อยทราบว่าเรียนเรื่องอะไรบ้าง

จึงขอหาข้อมูลเพียง 2 เรื่องนี้แล้วกันนะครับ



ทฤษฎีการได้เปรียบโดยสมบูรณ์ (Absolute Advantage)

โดย Adam Smith ได้เขียนไว้ในหนังสือ The Wealth of Nations ในปี 1976

โดยเป็นทฤษฎีที่สนับสนุนนโยบายการค้าเสรี เมื่อเป็นการค้าแบบเสรีแล้ว

แต่ละประเทศจะผลิตสินค้าเฉพาะที่ประเทศตนเองมีความได้เปรียบโดยสมบูรณ์

การค้าระหว่างประเทศจึงเริ่มขึ้นจากการที่แต่ละประเทศ

นำสินค้าที่ตนเองได้เปรียบโดยสมบูรณ์มาแลกเปลี่ยนกัน

เช่น ประเทศไทยกับประเทศสหรัฐอเมริกา

ซึ่งประเทศไทยมีความชำนาญและสามารถผลิตข้าวได้ในปริมาณที่มาก

ทางด้านกลับกัน ประเทศอเมริกามีความชำนาญและผลิตคอมพิวเตอร์ได้มาก

เพราะฉะนั้น ถ้าไทยมุ่งผลิตข้าวและอเมริกามุ่งผลิตคอมพิวเตอร์

ผลรวมของสินค้าที่ตนเองได้เปรียบจะเพิ่มขึ้น

และต่างก็ได้รับส่วนแบ่งจากปริมาณผลผลิตที่มากขึ้นจากการค้าระหว่างประเทศ



ทฤษฎีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ (Theory of Comparative Advantage)

เดวิด ริคาร์โด (David Ricardo) นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ ได้คิดค้นไว้เมื่อปีี ค.ศ.1817

โดยกล่าวไว้ว่า "ประเทศควรเลือกที่จะผลิตและส่งออกสินค้าที่ตนเองได้เปรียบโดยเปรียบเทียบมากที่สุด"


จากตารางจะเห็นได้ว่า เยอรมันมีความสามารถในการผลิตสินค้าทั้ง 2 ชนิด ดีกว่าไทย

แต่จะมีวิธีคิดคือ ดูที่เยอรมัน แรงงานเยอรมันมีประสิทธิภาพในการผลิตเสื้อผ้าดีกว่าไทย 2 เท่า (200*2)

ในขณะที่มีประสิทธิภาพในการผลิตรถยนต์ดีกว่าไทย 5 เท่า (20*5)

ดังนั้นเยอรมันควรจะผลิตรถยนต์ เพราะมีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบมากกว่าไทยในการผลิตรถยนต์

ส่วนไทยนั้นก็ควรที่จะผลิตเสื้อผ้า เพราะเป็นสินค้าที่ไทยจะเสียเปรียบเชิงเปรียบเทียบน้อยที่สุด

หลังจากนั้นเยอรมันก็นำรถยนต์ส่วนเกินใช้มาขายให้เมืองไทย ส่วนไทยก็นำเสื้อผ้าส่วนเกินนั้นไปขายให้เยอรมัน

ทัโดย้ั้งไทยและเยอรมันจะได้ประโยชน์กันทั้งคู่ สมมุติว่า ก่อนเกิดการสัญญาค้าขาย(Trade)

เยอรมันใช้คนงาน 100 คน ผลิตและบริโภคเสื้อผ้า 200 ชิ้นและรถยนต์ 50 คัน

หลังเกิดสัญญาค้าขาย(Trade) เยอรมันสามารถผลิตรถยนต์ 100 คัน 50 คันไว้ใช้ในประเทศ อีก 50 คันส่งออก

เงินที่ได้จากการส่งออกก็สามารถนำมาซื้อเสื้อผ้าจากไทย จากเดิม 200 ชิ้น เป็น 400 ชิ้นได้

ส่่วนประเทศไทย ใช้คนงาน 200 คน ก่อนเกิด Tradeไทยสามารถผลิต และบริโภคเสื้อผ้า 200 ชิ้น รถยนต์ 20 คัน

หลัง Trade ไทยใช้แรงงานทั้งหมด 200 คน ในการผลิตเสื้อผ้า 400 ชิ้น ถ้าคนไทยบริโภคเสื้อผ้าเพียง 200 ชิ้น

ที่เหลือขายให้เยอรมัน ไทยก็จะได้เงินมาซื้อรถยนต์มาบริโภค จากเดิมเพียง 20 คัน ก็จะได้ถึง 50 คัน


ข้อมูลอ้างอิง



และบล็อคของเพื่อนๆทุกคน ^^

1 ความคิดเห็น:

  1. ยอดมากค่ะ ไม่ได้มาเรียนก็ยังติดตามความคืบหน้าจากเพื่อนๆ

    แล้วจะไปแข่งอีกเมื่อไหร่คะ

    ตอบลบ