วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

The Last Class Before Midterm

วันนี้เป็นวันเรียนคาบสุดท้ายก่อนสอบกลางภาค

ซึ่งเป็นวันที่ผมไม่ได้เข้าเรียน - -"

เนื่องจากมาแข่งฟันดาบรายการเยาวชนชิงแชมป์เอเีซีย

ที่ประเทศสิงคโปร์ เฮ้อ~ เสียดาย

อดเรียนกับอาจารย์เลย (อดฟังแนวข้อสอบด้วย รึเปล่า? 55)

แต่ไม่เป็นไรครับ มาเพื่อประเทศชาติ

วันนี้ก็แข่งไปแล้ว ได้ที่ 43 จากทั้งหมด 50 กว่าคน เน่ามาก เหอๆ

เอาล่ะ จากที่ผมได้ดูบล็อคของเพื่อนๆมา

เพื่อนๆได้เรียนเรื่องทฤษฎีความได้เปรียบสมบูรณ์

และเรื่องทฤษฏีการได้เปรียบโดยเปรียบโดยเปรียบเทียบ

ซึ่งผมก็ไม่ได้เรียนรอก แต่จะหาข้อมูลเพื่อใช้ในการสอบ

และเพื่อประโยชน์ของตัวผมเอง ^^

เนื่องจากผมไม่ค่อยทราบว่าเรียนเรื่องอะไรบ้าง

จึงขอหาข้อมูลเพียง 2 เรื่องนี้แล้วกันนะครับ



ทฤษฎีการได้เปรียบโดยสมบูรณ์ (Absolute Advantage)

โดย Adam Smith ได้เขียนไว้ในหนังสือ The Wealth of Nations ในปี 1976

โดยเป็นทฤษฎีที่สนับสนุนนโยบายการค้าเสรี เมื่อเป็นการค้าแบบเสรีแล้ว

แต่ละประเทศจะผลิตสินค้าเฉพาะที่ประเทศตนเองมีความได้เปรียบโดยสมบูรณ์

การค้าระหว่างประเทศจึงเริ่มขึ้นจากการที่แต่ละประเทศ

นำสินค้าที่ตนเองได้เปรียบโดยสมบูรณ์มาแลกเปลี่ยนกัน

เช่น ประเทศไทยกับประเทศสหรัฐอเมริกา

ซึ่งประเทศไทยมีความชำนาญและสามารถผลิตข้าวได้ในปริมาณที่มาก

ทางด้านกลับกัน ประเทศอเมริกามีความชำนาญและผลิตคอมพิวเตอร์ได้มาก

เพราะฉะนั้น ถ้าไทยมุ่งผลิตข้าวและอเมริกามุ่งผลิตคอมพิวเตอร์

ผลรวมของสินค้าที่ตนเองได้เปรียบจะเพิ่มขึ้น

และต่างก็ได้รับส่วนแบ่งจากปริมาณผลผลิตที่มากขึ้นจากการค้าระหว่างประเทศ



ทฤษฎีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ (Theory of Comparative Advantage)

เดวิด ริคาร์โด (David Ricardo) นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ ได้คิดค้นไว้เมื่อปีี ค.ศ.1817

โดยกล่าวไว้ว่า "ประเทศควรเลือกที่จะผลิตและส่งออกสินค้าที่ตนเองได้เปรียบโดยเปรียบเทียบมากที่สุด"


จากตารางจะเห็นได้ว่า เยอรมันมีความสามารถในการผลิตสินค้าทั้ง 2 ชนิด ดีกว่าไทย

แต่จะมีวิธีคิดคือ ดูที่เยอรมัน แรงงานเยอรมันมีประสิทธิภาพในการผลิตเสื้อผ้าดีกว่าไทย 2 เท่า (200*2)

ในขณะที่มีประสิทธิภาพในการผลิตรถยนต์ดีกว่าไทย 5 เท่า (20*5)

ดังนั้นเยอรมันควรจะผลิตรถยนต์ เพราะมีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบมากกว่าไทยในการผลิตรถยนต์

ส่วนไทยนั้นก็ควรที่จะผลิตเสื้อผ้า เพราะเป็นสินค้าที่ไทยจะเสียเปรียบเชิงเปรียบเทียบน้อยที่สุด

หลังจากนั้นเยอรมันก็นำรถยนต์ส่วนเกินใช้มาขายให้เมืองไทย ส่วนไทยก็นำเสื้อผ้าส่วนเกินนั้นไปขายให้เยอรมัน

ทัโดย้ั้งไทยและเยอรมันจะได้ประโยชน์กันทั้งคู่ สมมุติว่า ก่อนเกิดการสัญญาค้าขาย(Trade)

เยอรมันใช้คนงาน 100 คน ผลิตและบริโภคเสื้อผ้า 200 ชิ้นและรถยนต์ 50 คัน

หลังเกิดสัญญาค้าขาย(Trade) เยอรมันสามารถผลิตรถยนต์ 100 คัน 50 คันไว้ใช้ในประเทศ อีก 50 คันส่งออก

เงินที่ได้จากการส่งออกก็สามารถนำมาซื้อเสื้อผ้าจากไทย จากเดิม 200 ชิ้น เป็น 400 ชิ้นได้

ส่่วนประเทศไทย ใช้คนงาน 200 คน ก่อนเกิด Tradeไทยสามารถผลิต และบริโภคเสื้อผ้า 200 ชิ้น รถยนต์ 20 คัน

หลัง Trade ไทยใช้แรงงานทั้งหมด 200 คน ในการผลิตเสื้อผ้า 400 ชิ้น ถ้าคนไทยบริโภคเสื้อผ้าเพียง 200 ชิ้น

ที่เหลือขายให้เยอรมัน ไทยก็จะได้เงินมาซื้อรถยนต์มาบริโภค จากเดิมเพียง 20 คัน ก็จะได้ถึง 50 คัน


ข้อมูลอ้างอิง



และบล็อคของเพื่อนๆทุกคน ^^

วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

Cancle Class 10 Jul. 2009


ก่อนอื่นเลยนะครับ ผมต้องขอให้อาจารย์ของผมนั้น หายจากไข้หวัดเร็วๆ จะได้กลับมาสอน อยากเรียนกับอาจารย์ อิอิ

จริงๆแล้วผมก็เป็นไข้หวัดครับ แต่ตอนนี้อาการดีขึ้นแล้ว

ด้วยเชื้อไวรัสหวัดนี่เอง ที่ทำให้อาจารย์ไม่สามารถมาสอนได้ในวันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา

แต่ความจริงแล้ว วันนั้นผมมีแข่งกีฬาฟันดาบสากลรายการ 8th Navy Open 2009 ที่แฟชั่นไอร์แลนด์

ซึ่งผมก็คือ ผมเข้ารอบ 16 คนสุดท้าย จากนักกีฬาทั้งสิ้น 80 คน ^^

โดยเหตุผลที่ผมเล่นกีฬา อาจเป็นส่นหนึ่งที่ทำให้ผมหายจากไข้หวัดได้อย่างรวดเร็ว

จึงอยากให้อาจารย์ หรือเพื่อนๆคนไหนที่เป็นไข้หวัด หรือไม่ต้องการที่จะเป็น

ขอให้หมั่นดูแลสุขภาพ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตนเอง

และเนื่องจากช่วงนี้ ไข้หวัดที่กำลังอยู่ในกระแส และกำลังระบาดนักอย่างรวดเร็วก็คือ

"ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009" ซึ่งหลายคนอาจจะยังไม่รู้จักหรือไม่ได้ศึกษาข้อมูลของโรคตัวนี้ดี

ผมจึงอยากจะนำข้อมูลๆเล็กๆน้อยๆ มาเพื่อให้หลายๆคนได้ทราบ จะได้ระมัดระวัง ดูแลรักษาตัว

ให้พ้นจากความเสี่ยงการติดเชื้อ หรือเพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติกับโรคนี้ใหม่

เพราะบางคนนั้น อาจจะมองว่าโรคนี้ก็เป็นโรคหวัดธรรมดา แต่จริงๆแล้ว มันไม่ธรรมดา




ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 นี้ เป็นไข้หวัดที่สายพันธุ์ใหม่ที่เกิดในคน เกิดการแพร่ติดต่อระหว่างคนสู่คน

โดยไม่พบว่ามีการติดต่อจากสุกร โดยโรคนี้ เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ เอช1 เอ็น1 (A/H1N1)

ซึ่งเป็นเชื้อตัวใหม่ที่ไม่เคยพบทั้งในสุกรและในคนกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์

ซึ่งมีสารพันธุกรรมของเชื้อไข้หวัดใหญ่คน ไข้หวัดใหญ่สุกร และไข้หวัดใหญ่สัตว์ปีกด้วย

โดยในระยกแรก ประเทศไทยใช้ชื่อว่า “โรคไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดในเม็กซิโก”

และเมื่อองค์การอนามัยโลกได้ประกาศชื่อเป็นทางการเมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา

จึงเปลี่ยนชื่อเป็น “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช1เอ็น1” และใช้ชื่อย่อว่า “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009”

การเกิดโรคระบาดเริ่มต้นเมื่อกลางเดือนมีนาคม 2552 เป็นต้นมา มีผู้ป่วยที่มีผลยืนยัน ทางห้องปฏิบัติการ 257 รายใน 11 ประเทศ

ทั้งเม็กซิโก สหรัฐอเมริกา ออสเตรีย แคนาดา อิสราเอล เนเธอร์แลนด์ สเปนและสหราชอาณาจักร

การแพร่ติดต่อ เกิดขึ้นโดยการไอจามรดกันโดยตรง หรือหายใจเอาฝอยละอองเข้าไป หากอยู่ใกล้ผู้ป่วยใน
ระยะ 1 เมตร

โดยไว้รัสนี้ จะอยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย แต่บางรายได้รับเชื้อทางอ้อมผ่านทางมือหรือสิ่งของเครื่องใช้ที่ปนเปื้อนเชื้อ

เช่นแก้วน้ำ ลูกบิดประตู โทรศัพท์ ผ้าเช็ดมือ เป็นต้น เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูก ตา ปาก

ผู้ป่วยอาจเริ่มแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 1 วันก่อนป่วย ช่วง 3 วันแรกจะแพร่เชื้อได้มากสุด และระยะแพร่เชื้อมักไม่เกิน 7 วัน

สำหรับอาการที่เกิดขึ้น จะมีอาการใกล้เคียงกับไข้หวัดใหญ่ คือไข้สูง ปวดศีรษะ กล้ามเนื้อ ไอ จาม เจ็บคอ และอาจคลื่นไส้ อาเจียร ท้องเสีย

ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง สามารถหายป่วยโดยไม่ต้องนอนโรงพยาบาล

แต่ผู้ป่วยหลายรายในเม็กซิโกมีอาการปอดอักเสบรุนแรง (หอบ หายใจลำบาก) และเสียชีวิต

สำหรับอารรักษา ผู้ที่มีอาการรุนแรงต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที โดยแพทย์จะให้ยาต้านไวรัส ยาโอลเซลทามิเวียร์ (oseltamivir)

ผู้ป่วยที่มีอาการเล็กน้อย สามารถไปพบแพทย์และดูแลรักษาเองที่บ้าน โดยให้ทานยาตามอาการ

ดื่มน้ำสะอาดและน้ำผลไม้ งดดื่มน้ำเย็น ทานอาารที่เป็นประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ

สำหรับการป้องกันทำได้โดยการหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ หรือสวมหน้ากากอนามัย หาต้องดูแลผู้ป่วย

ไม่ใช้แก้วน้ำ หลอด ช้อน ผ้าเข็ดมือเข็ดหน้าร่วมกับผู้อื่น ใช้ช้อนกลางทุกครั้ง ล้างมือบ่อยๆ

ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ งดบุหรี่และสุรา

ในปัจจุบันระดับการระบาดของเชื้อโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในปัจจุบันอยู่ในระดับ 6 (ระบาดทั่วโลก)

และ 76 ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อ จำนวนรวมกว่า 35,928 คน

เม็กซิโกมีผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 เป็นอันดับ 2 ของโลกคือ 10,262 ราย เสียชีวิต 119 ราย

ส่วนอันดับ 1 คือ สหรัฐอเมริกา มีผู้ติดเชื้อ 33,902 ราย เสียชีวิต 170 ราย

ขณะนี้ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อประมาณ 3,000 ราย อัตราการตายยังอยู่ที่ 0.4%

แผนที่การระบาดของเชื้อโรค


ข้อมูลอ้างอิง



วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

Creolization

จากกระแสแห่งโลกาภิวัตน์ที่แพร่กระจายไปทั่วทั้งโลก ก่อให้เกิดยุคที่การสื่อสารไร้พรมแดน

เกิดการหลั่งไหลของวัฒนธรรมจากประเทศหนึ่งไปสู่อีกประเทศหนึ่ง

ในสมัยก่อน ทั่วโลกได้แข่งขันกันด้วยสงครามทางอาวุธ แล้วจึงพัฒนาเป็นการแข่งขันด้วยสงครามเศรษฐกิจ

จนถึงปัจจุบัน โลกได้แข่งขันกันครอบงำประเทศอื่นๆ ด้วยสงครามทางวัฒนธรรม (Cultural War)

หรือกระบวนการที่เรียกว่า “Creolization” มีความหมายว่า การพยายามยัดเยียดวัฒนธรรมของตนให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมของชาตินั้นๆ

ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ ประเทศมหาอำนาจหลายประเทศใช้เป็นกลยุทธ์เพื่อส่งออกวัฒนธรรมของตนไปยังชาติอื่นๆ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่กำลังพัฒนา เพราะประชาชนในประเทศเหล่านี้ชอบที่จะเปิดรับความศิวิไลซ์

ทำให้ถูกครอบงำได้โดยง่ายผ่านตัวสินค้าและบริการ

ประเทศที่เป็นผู้นำด้านนโยบายการส่งออกทางวัฒนธรรมอย่างชัดเจน ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ที่ได้เปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิตของคนทั้งโลก

ให้เป็นไปตามตนเอง เพื่อการยอมรับของคนทั้งโลก โดยการส่งสินค้าของตนเองเข้าไปตีตลาดในประเทศต่างๆ

ใช้สื่อต่างๆ ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ ภาพยนตร์ ฯลฯ เป็นสื่อในการที่จะค่อยๆกลืนกินขาติอื่นด้วยวัฒนธรรมของตน

การทานอาหารเช้าด้วยกาแฟ ไข่ดาว แฮม ไส้หรอก หรือที่เรียกว่า breakfast หรือการดื่มน้ำอัดลม

การใช้สินค้าเครื่องประดับที่มีราคาแพง อย่างเช่น กระเป๋า เสื้อผ้า รองเท้าที่เป็นแฟชั่นต่างๆ

รถยนต์ หรืออีกมากมาย ซึ่งประเทศสหรัฐอเมริกาประสบความสำเร็จอย่างมากในการใช้แนวทางนี้ในการก้าวขึ้นประเทศมหาอำนาจของโลก

อีกประเทศหนึ่ง ที่ใช้กระบวนการ Creolization ในการแข่งขันก็คือ ประเทศญี่ปุ่น โดยในปัจจุบัน ที่เห็นได้ชัดเลยคือ "เกาหลีใต้"

เกาหลีใช้กลยุทธ์สื่อสารวัฒนธรรมของตัวเองผ่านอุตสาหกรรมบันเทิงหลายแขนง ได้แก่ ละคร เพลง ภาพยนตร์ เกมออนไลน์ วรรณกรรม

การ์ตูน แอนิเมชั่น ฯลฯ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อประเทศ เพื่อหวังให้สิ่งเหล่านี้สามารถส่งผลพลอยได้ไปยังธุรกิจอื่นๆ

เช่น อุตสาหกรรมท่องเที่ยว อาหารเกาหลี แฟชั่นการแต่งตัว เครื่องสำอางค์ อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ

การที่เกาหลีสำเร็จได้นั้น เกิดจากการวางแผนกลยุทธ์มาเป้นอย่างดีเพื่อสร้างคุณค่าให้กับ “การส่งออกทางวัฒนธรรมของเกาหลี”


ปัจจัยแห่งความสำเร็จของ "เกาหลีฟีเวอร์" มี 3 ประการ ดังนี้

1.ลักษณะพื้นฐานของประชากรของเกาหลี

คนเกาหลีมีลักษณะเป็นชาตินิยมสูง มีความภูมิใจในวัฒนธรรมของตนเอง

อีกทั้งยังไม่บูชาคนต่างชาติโดยเฉพาะชาติตะวันตก

นอกจากนี้ ระบบการศึกษาของเกาหลียังช่วยสร้างบุคลิกให้เป็นคนขยัน

ทำงานหนัก และมีความทะเยอทะยาน

ชาวเกาหลีคิดว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเก่งเหนือคนตะวันตก ทำให้เกาหลีเริ่มพัฒนาตนเองให้ไปสู้กับต่างชาติได้

ภาพลักษณ์แห่งการเป็นชาตินิยมของคนเกาหลี เป็นแรงผลักดันที่ช่วยเสริมให้ภาพลักษณ์โดยรวมของกระแสแห่งเกาหลีเข้มข้นขึ้น

2.การสนับสนุนของรัฐบาล

ซึ่งเป็นแรงผลักดันที่มีความสำคัญอย่างมาก และสำคัญที่สุด เกาหลีมีรัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์

คิดกลยุทธ์การสร้างแบรนด์หรือสื่อสารวัฒนธรรมเกาหลีออกสู่ชาวโลก

ด้วยอุบายที่แยบยล ด้วยการที่อาศัยอุตสาหกรรมบันเทิงต่างๆ เป็นสื่อเผยแพร่ เพราะสื่อบันเทิงสามารถเข้าถึงผู้รับสารได้โดยง่าย

ผู้รับสารจะรู้สึกผ่อนคลายและเต็มใจที่จะเปิดรับ สามารถชื่นชอบและพอใจที่จะทำความคุ้นเคย กับเนื้อหาต่างๆของสื่อบันเทิง

จึงได้วางนโยบายระดับชาติ ถึงขนาดจัดตั้งองค์กร KOCCA (Korea Cultural Content Agency) เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมบันเทิงเหล่านี้

ในแง่ของการทำตลาดนอกประเทศ อีกทั้ง KOCCA ยังส่งเสริมศิลปะบันเทิงยุคใหม่ๆ โดยมองว่าศิลปวัฒนธรรมใหม่ก็สามารถสร้างคุณค่าได้เช่นกัน

หากได้รับการส่งเสริมที่ดี ดังจะเห็นได้จากการจัดเทศกาลต่างๆ เช่น เทศกาลหนังปูซานฟิล์ม ซึ่งถือว่าเป็นเทศกาลหนังที่ดีที่สุดในเอเชีย

นอกจากนี้ ทางรัฐบาลมีนโยบายที่จะลดหย่อนภาษีบางประการให้กับอุตสาหกรรมภาพยนตร์เพื่อส่งเสริมการผลิต

และจากผลกระทบของ “เกาหลีฟีเวอร์” ทำให้รัฐบาลเห็นโอกาสที่จะตามมามากมาย จึงได้ก่อตั้ง Cultural Industry Academy

เพื่อพัฒนาทักษะและความชำนาญในการส่งออกสินค้าทางวัฒนธรรม

3.ความเอาจริงเอาจังของภาคเอกชน

เมื่อรัฐบาลเสนอการสนับสนุนให้กับภาคเอกชน ภาคเอกชนก็ตั้งใจผลิตผลงานสื่อที่มีคุณภาพ ทั้งในด้านสาระเนื้อหาและเทคนิคการสร้าง

รวมทั้งยังใส่ใจในการวิจัยเพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างแท้จริง



แม้ว่าการส่งออกสินค้าทางวัฒนธรรมจะดูเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ แต่กลับสร้างผลกระทบในแง่ดี สามารถต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมอื่นๆได้อย่างลงตัว

และเป้าหมายสูงสุดของเกาหลีในการส่งออกวัฒนธรรมให้สำเร็จ คือเกาหลีไม่ได้ต้องการเพียงแค่

เปลี่ยนแปลงการรับรู้ของผู้คนในประเทศอื่นๆ (Knowledge Change)

หรือเพียงแค่เปลี่ยนทัศนคติให้ประเทศอื่นๆมองเกาหลีในภาพลักษณ์ที่ดีขึ้น (Attitude Change)

แต่ต้องการที่จะเปลี่ยนลึกลงไปถึงวิถีการดำเนินชีวิตของผู้คนในประเทศนั้นๆ (Behavior Change) ให้ใช้ชีวิตเฉกเช่นชาวเกาหลี

อีกนัยหนึ่งคือการบริโภคสินค้าและบริการต่างๆแบบชาวเกาหลีหรือแบรนด์จากประเทศเกาหลีนั่นเอง

ซึ่งอาจจะเป็นความฝันสูงสุดที่เกาหลีคิดอยากจะก้าวเป็นมหาอำนาจ

อย่างเช่นที่สหรัฐอเมริกาได้เคยแผ่ขยาย “Americanization” หรือ การครอบงำทางวัฒนธรรมที่อำนวยผลทางเศรษฐกิจไปทั่วโลกมาแล้ว






ทิ้งท้ายนิดหน่อย

คือว่าผมในฐานะคนหนึ่งที่หลงอยู่ในกระแสเกาหลีฟีเวอร์เหมือนกัน

เพียงแต่ว่า ผมไม่คิดว่า กระแสนี้จะมีความรุนแรงแต่อย่างใด

เพราะผม ก็ยังมีความภูมิใจในชาติไทยอยู่เหมือนกัน

ยังฟังเพลงไทย ชอบละครไทย ศิลปะไทย ฯลฯ

การที่เราจะนิยมกระแสต่างๆ แล้วกลัวที่จะเป็นการกลืนกินชาติจากต่างชาตินั้น

มันอยู่ที่ความเข้มแข็ง ความเป็นปึกแผ่นของคนในชาติ

และเป็นดุลยพินิจของแต่ละบุคคล

การที่จะทำอะไรหรือคลั่งอะไร ควรทำแต่พอดี อย่างน้อย ชาติไทยก็มีดีเหมือนกัน ^^



แหล่งอ้างอิง


Class on 3rd July, 2009

ก่อนอื่นต้องขออภัยอาจารย์จริงๆครับ เนื่องจากช่วงนี้ไม่ค่อยสบาย

เลยเหมือนจะขี้เกียจทำงานยังไงไม่รู้อ่ะคับ แต่ยังไงก้อต้องทำ 555+

วันนี้ได้เข้าเรียด้วย หลังจากที่เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ไม่ได้เข้าเรียน ป่วยจ้า! - -"

แต่ก็ได้เข้าเรียนหลังจากไปร่วมกิจกรรม BUBUS Society (เกือบสะกดผิด)

ได้ไปสแตมป์เพชรมา 1 ดวง และได้เข้าร่วมคล้ายๆ เป็นชมรม IBM

ได้บัตรสมาชิกมาด้วย เหอๆ รวมทั้งเข้าไปเซนต์คำว่า

"พวกเราเป็นภาค Premium" ตัวใหญ่ๆด้วย เพราะเป็นคอนเซปท์เรา

เดี๋ยวไว้ว่างๆ จะไปทำท่าทางประกอบคำนี้ได้อาจารย์ดูนะครับ อิอิ

และก็เหมือนเพื่อนๆ ที่ได้บัตรสมาชิกของ MK ซึ่งจริงๆแล้ว

เขาจะแจกเฉพาะนักศึกษาใหม่ แต่เราไปแฮบมาได้ เอิ๊กๆ ลดตั้ง 10% แหนะ ใครล่ะ จะไม่เอา

เอาล่ะ เข้าเรียน หลังจากนั้น จึงได้เข้าเรียน (แต่แอบสาย - -")อาจารย์เริ่มสอนไปแล้ว

พอจับใจความได้ว่าพูดถึงเรื่องวัฒนธรรมของชาติต่างๆ เพราะวัฒนธรรม มีความสำคัญมากกับธุรกิจระหว่างประเทศ

เมื่อพูดถึงคำว่าวัฒนธรรม คำที่สามารถแบ่งวัฒนธรรมต่างๆได้โดยเป็นที่ยอมรับของสากลคือ "ประเทศ"

เนื่องจาก แต่ละประเทศ ก็ได้มีวัฒนธรรมแตกต่างกันไป การที่เราจะเข้าไปร่วมทำธุรกิจกับผู้คนในประเทศนั้นๆ

ย่อมต้องเข้าใจถึงวัฒนธรรม ธรรมเนียนของประเทศต่างๆนั้นด้วย

เช่น ประเทศจีน มีวัฒนธรรมการกินที่รวดเร็ว ญี่ปุ่นมีโค้ง ไทยมีการไหว้ ฯลฯ

ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ที่ทำธุรกิจกับชานั้นๆ ต้องศึกษาให้เป็นอย่างดี

แต่อย่างที่อาจารย์บอก ว่าไม่จำเป็นต้อง 100% เพราะคนในชาติ้นเอง ยังไม่สามารถเข้าใจวัฒนธรรมตนเองได้ 100% เลย

เราจึงควรศึกษาวัฒนธรรมที่เป็นจุดเด่นของชาตินั้นๆ เพื่อความราบรื่นในการทำธุรกิจ

แต่ในประเทศที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน อาจมีวัฒนธรรม ลักษณะนิสัยหรือวิถีชีวิตที่ใกล้เคียงกันได้ อย่างเช่น

ประเทศในเอเชีย ที่มีความน้อบน้อมเป้นจุดเด่น หรือกลุ่มประเทศในอาเซียน ที่มีการดำเนินชีวิตคล้ายคลึงกัน

แต่ยกเว้น ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเดิมเป็นเมืองขึ้นของประเทศอังกฤษ ทำให้ประเทศสิงคโปร์ มีความแตกต่างจากประเทศอื่นคือนข้างมาก

เพราะประเทศนี้ ได้รับอิทธิพลจากตะวันตก หรือชาวอังกฤษเสียส่วนใหญ่ ต่างจากประเทศอื่นๆในกลุ่มอาเซียน

ซึ่งจะได้รับอิทธิพลจากอินเดียและจีน อีกอย่างที่ผมอยากพูดถึงคือ วิวัฒนาการทางวัฒธรรม
ที่สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายแนวทาง เช่น
การผสมผสานทางวัฒนธรรม (Acculturation)
คือการยอมรับวัฒนธรรมของกลุ่ม หรือชาติหนึ่ง อาจเป็นด้วยความเต็มใจ หรือด้วยการถูกบังคับ
การผสมผสานอาจเกิดขึ้นได้ง่ายหากวัฒนธรรม และทัศนคติมีความคล้ายคลึงกัน

การกลืนกลายทางวัฒนธรรม (Assimilation)
เป็นการเปลี่ยนแปลงและหันไปรับวัฒนธรรมใหม่ทั้งหมดเกิดจากการติดต่อของสมาชิกในสังคม
ที่มีวัฒนธรรมต่างกัน มี 2 ระดับ คือ
1. การกลืนกลายทางสังคม (Social assimilation)
เช่น การรับวัฒนธรรมของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มาเป็นของตนเองทั้งหมด
2. การกลืนกลายทางชีวภาพ (Biological assimilation)
เช่น การสมรส สมาชิกใหม่ที่เกิดเป็น ผลิตผลของการกลืนกลายที่สมบูรณ์ที่สุด

ความล้าหลังทางวัฒนธรรม (Cultural lag)
เกิดขึ้นจากการที่ส่วนต่างๆของวัฒนธรรม มิได้เปลี่ยนแปลงไปในอัตราที่เท่าเทียมกัน ส่วน
ที่เปลี่ยนแปลงช้าก็จะเป็นส่วนที่ล้าหลังไปในที่สุด

ความขัดแย้งทางวัฒนธรรม (Cultural conflict)
ชัดเจนที่สุดเมื่อบุคคลจากวัฒนธรรมหนึ่งเข้าไปในดินแดนของวัฒนธรรมอื่นจำ นวนมาก และมี
การติดต่อกันทางเศรษฐกิจ การศึกษา ศาสนา ความขัดแย้งจะมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยมีการแสดงออกทาง
การกีดกัน หรือแสดงความรังเกียจกัน

การชะงักงันทางวัฒนธรรม (Cultural shock)
เกิดจากการไม่อาจปรับตัวได้ กับการเผชิญกับสภาวะการณ์ทางวัฒนธรรมแบบใหม่ที่แตกต่าง
กับวัฒนธรรมเดิมมาก


ส่วนเรื่องสถานะทางสังคม เกิดได้ 2 สาเหตุ คือ
1. Ascribed group (ติดตัวมาตั้งแต่เกิด) คือ พวก Blue Blood
2. Acquired group (เกิดจากการแสวงหา) คือ ตำแหน่งหน้าที่, การศึกษา เป็นต้นล

โดยจากข้อมูลเหล่านี้เอง ทำให้วัฒนธรรมต่างๆ ของแต่ละประเทศเกิดช่องโหว่ที่จะสามารถโจมตี

ด้วยวิธีการ Culture Wars หรือ "สงครามวัฒนธรรม" โดยการที่เข้าไปกลืนกินชาติอื่นด้วยวัฒนธรรมของตนเอง

ซึ่งมีความหมายตรงกับคำว่า "Creolization" หรือมีอีกความหายหนึ่งว่า

"การพยายามยัดเยียดวัฒนธรรมของตนให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมของชาตินั้นๆ"
ซึ่งจะกล่าวในบล็อคถัดไป

หลังจากนั้นอาจารย์จึงให้นักศึกษาได้ลองคิดถึงแนวทางของการที่จะทำให้วัฒนธรรมของประเทศไทยนั้น

แทรกซึมเข้าไปในวัฒนธรรมต่างชาติ โดยกลุ่มผมคิดรวมกันทั้งหมด 5 คน โดยเราเลือกที่จะใช้อาหารไทย

ที่เป็นที่นิยมอยู่แล้วมาเป้นตัวชูวัฒนธรรมของชาติไทย ให้เป็นที่รู้จักกับต่างชาติ รวมทั้งมวยไทย

ที่เป็นศิลปะป้องกันตัวที่มีเอกลักษณ์อย่างยิ่ง สามารถบ่งบอกได้ถึงความเป็นไทยและความยิ่งใหญ่ของชาติ

ซึ่งก็จะคล้ายๆ กับกลุ่มอื่นๆ ที่มีแนวคิดใกล้เคียงกัน



แหล่งอ้างอิง